Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


หลักการสองอย่างในการดำเนินชีวิต – หลักการแห่งชีวิตกับหลักการแห่งความถูกผิด
 
"ด้วยว่าเราดำเนินชีวิตตามความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น" (2กธ.5:7).
"ดูเถิด โมเซและเอลียา ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์" (มธ.17:3).
"เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นดู ก็ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว" (ข้อ 8).
"จงฟังท่านเถิด!" (ข้อ 5ข).
"สำหรับข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าถือว่า การที่จะถูกไต่สวนโดยท่านทั้งหลาย หรือโดยวันแห่งการพิพากษาของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แม้ข้าพเจ้าเอง ก็มิได้ไต่สวนตัวข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่รู้สึกว่า ข้าพเจ้ามีความผิดประการใด ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็มิอาจได้รับ การโปรดให้ชอบธรรมเพราะเหตุนี้ แต่ผู้ที่ไต่สวนข้าพเจ้าคือ องค์พระผู้เป็นเจ้า" (1กธ.4:3-4).
"มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่ง ในท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความรู้ดี และชั่วต้นหนึ่งด้วย" (ยนซ.2:9ข).
"พระยะโฮวาพระเจ้า จึงตรัสสั่งแก่มนุษย์นั้นว่า ผลไม้ทุกชนิดในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว ผลของต้นนั้นเจ้าอย่ากิน ถ้าเจ้าขืนกินในวันใด เจ้าจะตายเป็นแน่" (ข้อ 16-17) (ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วอาจแปลเป็น "ต้นไม้แห่งความรู้ถูกและผิด" ก็ได้.)
 
หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงเนรมิต สร้างมนุษย์ขึ้นมาแล้ว พระองค์ก็ทรงคำนึงถึงปัญหา เกี่ยวกับอาหารการกินของมนุษย์การประทานชีวิตคือการเริ่มต้นชีวิต ส่วนอาหารมีไว้สำหรับการดำรงชีวิต ในเมื่อพระเจ้า ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ที่มีชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงต้องพิจารณาว่า มนุษย์จะมีชีวิตเป็นอยู่ได้อย่างไร มนุษย์ไม่เพียงต้องมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินชีวิตด้วยพระเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษย์ดำเนินชีวิต โดยพึ่งพิงพระองค์ เหมือนกับที่มนุษย์ดำเนินชีวิต โดยพึ่งพิงอาหาร "ด้วยว่าเราดำเนินชีวิต, เคลื่อนไหว, และเป็นอยู่ในพระองค์" (กจ.17:28) ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้ต้นไม้สองต้น มาตรัสแก่เราเป็นอุปมา ต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว เป็นอุปมาที่แสดงให้เราเห็นว่า มนุษย์มีอาหารที่ต่างกันสองอย่าง และอาจดำเนินชีวิตโดยชีวิต หรืออาจดำเนินชีวิต โดยความรู้ดีและชั่วหรือ การแบ่งแยกถูกผิดก็ได้มีผู้คนมากมายที่เคยอ่าน เรื่องของต้นไม้สองต้น ในเยเนซิศบทที่ 2 แต่เราอยากเน้นว่า ต้นไม้สองต้นซึ่งถูกวางไว้ที่นี่ ได้แสดงให้เราเห็นว่า มนุษย์ (โดยเฉพาะคริสเตียน) อาจดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ ตามหลักการที่ต่างกันสองอย่างมนุษย์อาจดำเนินชีวิต ตามหลักการแห่งความถูกผิด หรือตามหลักการแห่งชีวิตก็ได้ คริสเตียนบางคนยึดหลักการ แห่งความถูกผิดเป็นมาตรฐาน ในการดำเนินชีวิตของเขา ขณะที่คริสเตียนอีกหลายคน ก็ยึดหลักการแห่งชีวิต เป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของเขา.
 
วันนี้เราจึงต้องมาเข้าเฝ้า เบื้องพระพักตร์พระเจ้า เพื่อใช้เวลาสักเล็กน้อย มาดูหลักการสองอย่าง ที่อยู่ในการดำเนินชีวิต การที่บางคนดำเนินชีวิตตามความถูกผิดนั้น หมายความว่าอะไร?  การที่บางคนดำเนินชีวิตตามชีวิตนั้น หมายความว่าอะไร?  การดำเนินชีวิตของคนเป็นอันมาก มีเพียงต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วเท่านั้น; ส่วนการดำเนินชีวิตของบางคน มีต้นไม้แห่งชีวิต; ขณะที่การดำเนินชีวิตของบางคน ก็มีต้นไม้ทั้งสองต้นแต่พระคำของพระเจ้าบอกเราว่า ผู้ที่กินต้นไม้แห่งความรู้ดี และชั่วจะต้องตาย ส่วนผู้ที่กินต้นไม้แห่งชีวิต จะมีชีวิต พระเจ้ายังแสดงให้เราเห็นว่า ผู้ที่มีชีวิตเป็นอยู่โดยความรู้ดีและชั่ว ย่อมจะสูญเสียฐานะของเขา ที่อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าไปถ้ามนุษย์อยากมีชีวิต เป็นอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า อย่างต่อเนื่อง เขาก็ต้องรู้ว่า การกินผลของต้นไม้แห่งชีวิตนั้น หมายความว่าอย่างไร.
 
หลักการสองอย่างในการดำเนินชีวิตคริสเตียน
ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าอยากเพิ่มเติม หลักการดำเนินชีวิตไว้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือหลักการแห่งความบาปท่านอาจพูดได้ว่า ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ มีหลักการในการดำเนินชีวิต อยู่สามอย่างเป็นอย่างน้อย: เขาอาจดำเนินชีวิตโดยความบาป, ดำเนินชีวิตโดยความถูกผิด, หรือไม่ก็ดำเนินชีวิตโดยชีวิต.
 
นี่หมายความว่าอย่างไร? ง่ายมากผู้คนมากมายมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ตามราคะตัณหาแห่งเนื้อหนังของเขา คนเหล่านี้เป็นบุตรแห่งความพิโรธ ซึ่งถูกผูกมัด ด้วยกระแสนิยมของโลกนี้พวกเขาประพฤติปฏิบัติตน ตามวิญญาณชั่ว ที่ดำเนินการอยู่ในใจของเขา หลักการในการดำเนินชีวิตของเขา คือการมีชีวิตเป็นอยู่โดยความบาป (อฟ.2:1-3) เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงหลักการนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในท่ามกลางพวกเรา มีหลายคนที่ได้หลุดพ้น จากหลักการแห่งความบาปแล้วนอกจากหลักการแห่งความบาปแล้ว ยังมีหลักการดำเนินชีวิตอีกสองอย่าง ซึ่งมีตัวแทนโดยต้นไม้สองต้น อันเป็นสิ่งที่เราจะมาพิจารณากันในวันนี้ หลังจากที่ได้กลายเป็นคริสเตียนแล้ว บางคนก็มีชีวิตเป็นอยู่ โดยหลักการแห่งความถูกผิด ขณะที่บางคนก็มีชีวิตเป็นอยู่ โดยหลักการแห่งชีวิต.
 
ดังนั้นในการกล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงขอตั้งสมมุติฐานว่า เราได้หลุดพ้นจากหลักการแห่งความบาปแล้ว และต่างก็ดำเนินชีวิต อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ถ้าเราลองพิจารณาดูก็จะพบว่า บางคนดำเนินชีวิต โดยหลักการแห่งความถูกผิดดีชั่วโปรดจำไว้ว่า หลักการแห่งความถูกผิด หรือหลักการแห่งความดีชั่วนั้น ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ศาสนาคริสต์เป็นเรื่องของชีวิต ไม่ใช่การทำตามมาตรฐาน ศาสนาคริสต์เป็นเรื่องของชีวิต ไม่ใช่ความดีชั่วศาสนาคริสต์สอนเรื่องชีวิต ไม่ใช่สอนเรื่องความถูกผิด เช้าวันนี้มีพี่น้องอนุชนมากมาย อยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าขอบอกพวกท่านว่า หลังจากที่ท่านได้ต้อนรับองค์พระเยซูเจ้า และได้รับชีวิตใหม่แล้ว ภายในท่านก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นคือ ท่านได้รับหลักการแห่งชีวิต เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแต่ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ ท่านก็จะทิ้งหลักการแห่งชีวิต แล้วกลับไปเริ่มดำเนิน ตามหลักการแห่งความถูกผิดอีก.
 
ความหมายของการดำเนิน ตามหลักการแห่งความถูกผิด
หลักการแห่งความถูกผิดคืออะไร? ถ้าความประพฤติของเรา ถูกควบคุมโดยหลักการแห่งความถูกผิด ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจ เราก็จะถามว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว?  เมื่อเราถามว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ ก็เท่ากับถามตัวเองว่า "การที่ฉันทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?"  ผู้คนมากมายจะใคร่ครวญว่าเรื่องนั้นๆ ดีหรือชั่ว หลายคนก็ใคร่ครวญว่า เขาสามารถกระทำเรื่องนั้นๆ ได้หรือไม่เขาจะถามว่า "นี่เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด?"  ในเมื่อเขาเป็นคริสเตียน เขาจึงต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดเมื่อเขาเห็นว่าการทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี และถูกต้อง เขาก็ไปทำ เขาเห็นว่าการที่เขาทำเช่นนี้ ก็คือการเป็นคริสเตียนที่ดี เพราะเขาเลือกทำแต่สิ่งที่เขาเห็นว่าดี และถูกต้อง.
 
แต่พระคำของพระเจ้ากล่าวว่า "เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว ผลของต้นนั้น เจ้าอย่ากิน ถ้าเจ้าขืนกินในวันใด เจ้าจะตายเป็นแน่" (ยนซ.2:17) อย่างมากที่สุด ภาคปฏิบัติข้างต้น ก็เป็นแค่การแยกแยะความดีจากความชั่วอย่างดีที่สุด นั่นก็เป็นแค่การเลือกสรร และการปฏิเสธเท่านั้น คือเลือกความดีและปฏิเสธความชั่วนี่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ศาสนาคริสต์ไม่ได้วางมาตรฐาน ที่แน่นอนเอาไว้ภายนอกว่า นี่คือความดีและนี่คือความชั่วแม้วันนี้ข้าพเจ้าจะเลือกสิ่งที่ดี และปฏิเสธสิ่งที่ชั่ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ แม้พันธสัญญาเดิม, กฎบัญญัติ, ศาสนาฝ่ายโลก, ศีลธรรมของมนุษย์, และจริยธรรมของมนุษย์จะเป็นเช่นนี้ แต่ศาสนาคริสต์ไม่ได้เป็นเช่นนี้.
 
ศาสนาคริสต์ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งชีวิต
ศาสนาคริสต์คืออะไร? ศาสนาคริสต์คือชีวิตศาสนาคริสต์ไม่ใช่การตั้งคำถามว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิด แต่ศาสนาคริสต์ เป็นเรื่องของการตรวจสอบว่า เมื่อเราจะทำเรื่องนี้ ชีวิตที่อยู่ภายในของเรานั้นว่าอย่างไรในเรื่องที่เราจะทำนั้น ชีวิตใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา ได้บอกกับเราอยู่ภายในว่าอย่างไรบ้าง? หลายคนมองเห็น แต่มาตรฐานทางภายนอกคือ มาตรฐานแห่งความดีชั่วเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากแต่สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรานั้น ไม่ใช่มาตรฐานทางภายนอก ศาสนาคริสต์ไม่ใช่การประทาน พระบัญญัติชุดใหม่ มาอีกสิบประการ ในศาสนาคริสต์ เราไม่ได้ถูกนำไปสู่ ภูเขาซีนายอีกลูกหนึ่ง และพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงประทาน พระบัญญัติให้เราอีกชุดหนึ่ง เพื่อจะบอกว่าเราควรหรือไม่ควรทำอะไร ศาสนาคริสต์มิได้ถามว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว แต่ภายในของเรานั้นมีชีวิต และทุกครั้งที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ชีวิตนี้ก็จะลุกขึ้นมาพูดกับเรา ถ้าภายในของเรารู้สึกว่าถูกต้อง, ชีวิตมีการเคลื่อนไหว, มีกำลัง, มีการชโลม เราก็รู้ว่าเรามีชีวิต หลายครั้งแม้ในสายตาของมนุษย์ จะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องและดี แต่ก็น่าแปลกที่ชีวิตทางภายใน กลับไม่มีการตอบสนอง ทั้งยังเย็นชาและห่อเหี่ยวไปด้วย.
 
โปรดจำไว้ว่า พระคำของพระเจ้านั้นบอกเราว่า การดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งชีวิตทางภายใน ไม่ใช่มาตรฐาน แห่งความถูกผิดทางภายนอก ผู้คนมากมายที่อยู่ฝ่ายโลก ซึ่งยังไม่ได้รับความรอดนั้น เมื่อเขาดำเนินชีวิตตามหลักการที่ดีที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้แล้ว ก็เป็นแค่หลักการแห่งความถูกผิดเท่านั้น แต่ถ้าท่านหรือข้าพเจ้าก็ดำเนินชีวิต โดยหลักการแห่งความถูกผิด เราก็ไม่ต่างอะไรกับผู้คนที่อยู่ฝ่ายโลก เราแตกต่างกับผู้คนที่อยู่ฝ่ายโลก เพราะเราไม่ได้ดำเนินชีวิต ตามมาตรฐานแห่งความถูกผิด ทางภายนอก เราไม่ได้กระทำตาม กฎบัญญัติทางภายนอก เราไม่ได้สนใจต่อศีลธรรม หรือแนวคิดของมนุษย์เราไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ตามคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือทัศนะของมนุษย์วันนี้เรื่องเดียวที่ต้องถามก็คือ ชีวิตทางภายในของเรานั้นว่าอย่างไร?  ถ้าชีวิตที่อยู่ภายในเรารู้สึกเข้มแข็ง และมีชีวิตชีวา เราก็สามารถกระทำสิ่งนั้นได้แต่ถ้าชีวิตที่อยู่ภายในเราเกิดเย็นชา และถดถอย เราก็ไม่ควรกระทำสิ่งนั้นหลักการในการดำเนินชีวิตของเรา ต้องเป็นไปตามสิ่งที่อยู่ภายใน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายนอกนี่คือหลักการดำเนินชีวิตที่แท้จริง เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หลักการอื่นนอกจากนี้ ล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น.
 
มีหลายเรื่องที่ผู้คนว่า ถูกต้องและเราเองก็ว่าถูกต้อง แต่ภายในของเราว่าอย่างไร?  ภายในของเราไม่เห็นด้วย ดังนั้นถ้าเราไปทำสิ่งเหล่านั้น เราก็ไม่ได้ความดีความชอบ และถ้าเราไม่ไปทำ เราก็ไม่มีอะไรที่น่าละอายใจ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นแต่เรื่องภายนอกทั้งสิ้น มีเพียงเมื่อพระวิญญาณของพระเจ้า ทรงดำเนินการอยู่ในเรา เราจึงจะมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ ถ้าเรารู้สึกว่าภายในมีชีวิต นั่นก็คือสิ่งที่ถูกต้องแต่ถ้าไม่รู้สึกว่าภายในมีชีวิต นั่นก็คือสิ่งที่ผิด เราไม่ได้ตัดสินถูกผิด ด้วยมาตรฐานที่อยู่ภายนอก แต่ตัดสินโดยชีวิตที่อยู่ภายใน.
 
มาตรฐานของชีวิต สูงส่งกว่ามาตรฐานของความดี
เมื่อปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว เราก็จะมองเห็นได้ทันทีว่า คริสเตียนนอกจากจะต้องหลีกเลี่ยง ทุกสิ่งที่ชั่วแล้ว ยังต้องหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ดีอีกด้วย คริสเตียนสามารถกระทำได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากชีวิตเท่านั้นเราจะเห็นได้ว่า ในที่นี้มีสิ่งที่ชั่ว, สิ่งที่ดี, และสิ่งที่เป็นฝ่ายชีวิตเราไม่ได้กล่าวว่า คริสเตียนควรกระทำสิ่งที่ดี และสิ่งที่เป็นฝ่ายชีวิต แต่เรากล่าวว่า คริสเตียนไม่ควรที่จะกระทำ ทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วพระเจ้าตรัสว่า "เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว ผลของต้นนั้นเจ้าอย่ากิน ถ้าเจ้าขืนกินในวันใด เจ้าจะตายเป็นแน่."  โปรดสังเกตว่า "ดีและชั่ว" ถูกวางไว้ด้วยกัน อยู่บนหนทางเดียวกันขณะที่ "ชีวิต" นั้นอยู่บนหนทางอีกสายหนึ่ง คริสเตียนไม่เพียงต้องปฏิเสธ ความชั่วเท่านั้น แม้แต่ความดีก็ควรต้องปฏิเสธด้วย เรามีมาตรฐานที่สูงส่งยิ่งกว่า มาตรฐานแห่งความดีเสียอีก นั่นก็คือมาตรฐานแห่งชีวิต.
 
ข้าพเจ้าเคยพูดเรื่องนี้ กับพี่น้องอนุชนชายหลายคน แต่วันนี้ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องนี้ ให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้าเริ่มปรนนิบัติ องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าแสวงหาการหลุดพ้น จากสิ่งอันชั่วร้ายทั้งหมด และตั้งใจปฏิบัติตัวในทางที่ดีถ้ามองตามสายตาของมนุษย์แล้ว ข้าพเจ้าก็ก้าวหน้าไปมาก เพราะข้าพเจ้าทำดี ละเว้นความชั่ว แต่นี่ก็คือปัญหา ในเมื่อข้าพเจ้าแสวงหาความถูกผิด ขณะที่ข้าพเจ้าจะลงมือทำอะไร ข้าพเจ้าก็อยากมีความชัดเจนก่อนว่า เรื่องนั้นถูกหรือผิด ในเวลานั้น ข้าพเจ้ามีผู้ร่วมงานอยู่คนหนึ่ง ที่มีอายุมากกว่าข้าพเจ้าสองปีเราสองคนมักมีความเห็น ไม่ลงรอยกันเสมอความไม่ลงรอยกันระหว่างเราสองคน ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา ความไม่ลงรอยกันของเรานั้น ล้วนเป็นเรื่องส่วนรวม และเราก็โต้เถียงกันอย่างเปิดเผยด้วย ข้าพเจ้ามักคิดในใจว่า "นั่นเป็นเรื่องที่ผิดถ้าเขาจะทำอย่างนั้น ฉันจะโต้แย้ง." แต่ไม่ว่าข้าพเจ้าจะคัดค้าน เขาสักแค่ไหน เขาก็ไม่เคยฟังเลย เขาอ้างเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออายุของเขา มากกว่าข้าพเจ้าสองปีเหตุผลอื่นข้าพเจ้าเถียงเขาได้ทุกเรื่อง แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถเถียงว่า ข้าพเจ้าอายุมากกว่าเขาสองปีเรื่องนี้ข้าพเจ้าจนปัญญาแต่ข้าพเจ้าก็ยังคงไม่พอใจข้าพเจ้าจึงนำเรื่องนี้ ไปบอกพี่น้องหญิงอาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในด้านประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณข้าพเจ้าขอให้ท่านเป็นผู้ตัดสินว่า เขากับข้าพเจ้า ใครเป็นฝ่ายถูก?  ท่านไม่ได้บอกว่า "เขาถูก" และก็ไม่ได้บอกว่า "เขาผิด." ท่านเอาแต่จ้องมองข้าพเจ้าและพูดว่า "เธอฟังเขาจะดีกว่า."  ข้าพเจ้าก็รู้สึกไม่พอใจและคิดในใจว่า "ถ้าข้าพเจ้าถูก ก็บอกว่าถูกแต่ถ้าข้าพเจ้าผิด ก็พูดออกมาสิทำไมถึงพูดว่าข้าพเจ้าฟังเขาจะดีกว่า?"  ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่าน บอกเหตุผลแก่ข้าพเจ้า ท่านตอบว่า "ในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ผู้ที่มีอายุน้อยควรน้อมฟังผู้ที่มีอายุมาก."  ข้าพเจ้าจึงย้อนถามว่า "ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าผู้ที่มีอายุน้อยถูก และผู้ที่มีอายุมากผิดแล้ว ผู้ที่มีอายุน้อยยังต้องน้อมฟังเขาอีกหรือ?" ตอนนั้นข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น และไม่เคยรับการจำกัดเลย ข้าพเจ้าจึงระบาย ความโกรธออกไปอย่างนั้นแต่ท่านก็ยังคงยิ้ม และพูดว่า "เธอไปทำตามที่เขาพูดจะดีกว่า."
 
ครั้งหนึ่งมีคนจะรับบัพติศมา และพวกเราที่ดูแลเรื่องนี้ มีกันอยู่สามคนคือ ข้าพเจ้าซึ่งมีอายุน้อยที่สุด, พี่น้องชายที่อายุมากกว่า ข้าพเจ้าสองปีคนนั้น, และคนที่สามชื่อพี่น้องอู๋ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเจ็ดปีข้าพเจ้าคิดในใจว่า "นายมีอายุมากกว่าฉันสองปี ดังนั้นฉันจึงต้องฟังนายทุกเรื่องตอนนี้เขายังมีอายุมากกว่านายอีก ดูซิว่านายจะฟังเขาไหม?"  เมื่อพวกเรามาหารือกันก็ปรากฏว่า ไม่ว่าพี่น้องอู๋จะพูดอะไร จะว่าอย่างไร เขาก็ไม่ยอมฟังเลยสักเรื่องสุดท้ายเขาก็พูดว่า "พวกคุณไม่เอาอย่างนี้ ผมไปทำคนเดียวก็ได้."  ข้าพเจ้าคิดว่า "อย่างนี้มันมีเหตุผลที่ไหนกัน? ถ้าพูดอย่างนี้ได้ โลกนี้ก็ไม่มีความถูกผิดดีชั่วอีกแล้ว."  ข้าพเจ้าจึงรีบไปหาพี่น้องหญิงท่านนั้น และถามว่า "ตอนนี้เรื่องมันเป็นอย่างนี้แล้ว ท่านจะว่าอย่างไร?  ที่ผมโมโหที่สุด ก็เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่รู้จัก ถูกผิดดีชั่วเลย." ท่านจึงลุกขึ้นมาพูดว่า "จนถึงวันนี้แล้ว เธอยังไม่เห็นอีกหรือว่า ชีวิตของพระคริสต์คืออะไร? หลายเดือนที่ผ่านมานี้ เธอมีแต่บอกว่าเธอถูก ส่วนพี่น้องของเธอผิด เธอไม่รู้จักกางเขนอีกหรือ?  สิ่งที่เธอยืนกรานคือความถูกต้อง แต่สิ่งที่ฉันยืนกรานคือ ชีวิตแห่งกางเขน." สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนกรานมาโดยตลอด ก็คือความถูกผิด แต่ข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นกางเขนเลยดังนั้นท่านจึงถามข้าพเจ้าว่า "เธอคิดว่าการที่เธอทำเช่นนี้ถูกต้องแล้วหรือ?  เธอคิดว่าการที่เธอพูดอย่างนี้ ถูกต้องแล้วหรือ?  เธอคิดว่าการที่เธอมาบอกฉันอย่างนี้ ถูกต้องแล้วหรือ?  ถ้าว่าตามเหตุผล เรื่องพวกนี้ก็ถูกต้องทั้งหมด แต่ฉันขอถามเธอว่า ภายในของเธอรู้สึกอย่างไรบ้าง? ความรู้สึกทางภายในของเธอว่าอย่างไร?"  ข้าพเจ้าได้แต่ยอมรับว่า แม้ข้าพเจ้าจะถูกต้องตามเหตุผล แต่ถ้าว่าตามชีวิตทางภายในแล้ว ข้าพเจ้าผิดไปจริงๆ.
 
มาตรฐานในการดำเนินชีวิตคริสเตียน ไม่เพียงจัดการกับสิ่งที่ชั่วเท่านั้น แต่ยังจัดการกับสิ่งที่ดีและถูกต้องด้วยแม้หลายเรื่องจะถูกต้องตามมาตรฐานของมนุษย์ แต่ถ้าไม่เข้ากับชีวิตแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ผิด ในวันนั้นข้าพเจ้าได้เริ่มมองเห็น แสงสว่างนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็เริ่มถามตนเองว่า "การที่ฉันดำเนินชีวิต อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้านั้น เป็นไปตามหลักการของชีวิต หรือหลักการของความถูกผิด ตามมุมมองของฉันเอง? ถ้าฉันวิเคราะห์แล้วเห็นว่าถูก ฉันก็ทำเลยหรือ?"  กุญแจของทุกเรื่องก็คือ แม้ใครๆ จะเห็นว่าเรื่องนั้นถูกต้อง, เราเองก็เห็นว่าถูกต้อง, และอะไรๆ ก็ถูกต้องก็จริง แต่ในเวลาที่เราไปทำ ชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่อยู่ภายในเรานั้น ลอยสูงขึ้นหรือห่อเหี่ยวลงขณะที่เราจะไปทำนั้น เรารู้สึกถึงน้ำมันชโลม หรือรู้สึกว่าหนักอึ้ง?  ขณะที่เราทำอยู่นั้น ภายในเรายิ่งมีความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเราถูกต้อง หรือภายในเราบอกว่าเราผิดแล้ว? โปรดจำไว้ว่า ชีวิตย่อมไม่ตัดสินเรื่องต่างๆ โดยหลักแห่งความถูกผิดทางภายนอก แต่การตัดสินเรื่องต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ชีวิตของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรานั้น เข้มแข็งขึ้นหรือมีแต่ความตาย ลอยสูงขึ้นหรือห่อเหี่ยวลงไป คริสเตียนไม่สามารถพูดว่า ในเมื่อสิ่งนั้นดีหรือถูกต้อง เราจึงสามารถทำสิ่งนั้นได้ เราต้องถามองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่อยู่ในเรา องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่อยู่ในเราทรงว่าอย่างไร?  ทรงให้เรารู้สึกอย่างไร?  ภายในของเรารู้สึกชื่นชมยินดี กับเรื่องนี้ไหม?  เรามีความสุขและ สันติสุขฝ่ายวิญญาณไหม?  เรื่องนี้จะตัดสิน หนทางฝ่ายวิญญาณของเรา.
 
ตอนที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยียนออเนอร์โอ๊ก (Honor Oak) มีพี่น้องชายคนหนึ่งพักอยู่ที่นั่น ในฐานะแขกซึ่งมาจากที่อื่น เขาวิพากษ์วิจารณ์สถานที่แห่งนี้อย่างหนัก เขาเคยเป็นศิษยาภิบาลมาก่อน และยังเทศนาได้ด้วย แม้เขาจะรู้ว่าที่ออเนอร์โอ๊ก มีสิ่งของฝ่ายวิญญาณมากมาย ที่สามารถให้แก่ผู้อื่นได้ แต่เขาก็ไม่ยอมสยบทุกครั้งที่เราเจอกัน เขาก็บอกข้าพเจ้าว่า ที่ของเขาดีกว่าออเนอร์โอ๊กในช่วงสองหรือสามเดือน ที่เราอยู่ด้วยกันนั้น เรียกได้ว่าข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน ใครวิพากษ์วิจารณ์ออเนอร์โอ๊ก มากเท่าเขามาก่อนเลยมีอยู่วันหนึ่งเขาพูดมากจนเลยเถิดไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงถามเขาว่า "ในเมื่อคุณบอกว่าออเนอร์โอ๊กไม่ดี คุณก็ไปจากที่นี่สิ คุณจะอยู่ที่นี่ทำไม?"  เขาก็ชี้ไปที่หัวใจของเขาแล้วตอบว่า "สาเหตุก็อยู่ตรงนี้แหละ มันอยากจะอยู่ต่อทุกครั้งที่ผมไปที่ห้อง จัดของลงกระเป๋า เตรียมจะกลับไปจากที่นี่ ในใจผมก็ไม่มีสันติสุข มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้กลับไปตั้งสองสัปดาห์แล้ว แต่ผมก็ยังต้องเขียนจดหมายขอกลับมาอีกครั้งหนึ่ง."  ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า "พี่น้องครับ คุณมองเห็น หนทางสองสายนี้แล้วหรือยัง: สายหนึ่งคือทางแห่งชีวิตซึ่งอยู่ที่นี่ และอีกสายหนึ่งคือ ทางแห่งความถูกผิดตามที่คุณคิดเอาเอง?"  เขากล่าวว่า "บางวันผมกลับไปจัดของ ลงกระเป๋าถึงสามครั้ง แต่ว่าทุกครั้งที่ผมจะก้าวจากไป ภายในก็มีการห้ามปราม ภายในของผมรู้สึกว่า แม้สิ่งที่พวกเขาทำจะผิด แต่ถ้าผมจากไป ผมก็ผิดเหมือนกัน." พระเจ้าทรงแสดงให้เขาเห็นว่า ในเมื่อที่นั่นสามารถให้ความช่วยเหลือ ทางด้านฝ่ายวิญญาณได้มากมาย เขาก็ต้องอยู่ที่นั่นต่อไป จึงจะได้พบกับพระเจ้า เราจะเห็นว่าจุดสำคัญ ไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นว่าถูกหรือผิดพระเจ้าทรงใช้ชีวิตของพระองค์ มาควบคุมบุตรทั้งหลายของพระองค์.
 
ไม่ได้ตัดสินตามภายนอก
ข้อผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุด ท่ามกลางบุตรของพระเจ้าก็คือ คนเป็นอันมากตัดสินถูกผิด ตามสิ่งที่เขามองเห็นหลายคนตัดสินถูกผิด ตามภูมิหลังของเขา หรือตามประสบการณ์ที่เขาสะสมมา เป็นเวลาหลายปีด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ถึงความถูกต้องที่แท้จริง และความผิดที่แท้จริง โปรดจำไว้ว่า ชีวิตคริสเตียนต้องเป็นไปตาม ชีวิตทางภายใน ในสายพระเนตรของพระเจ้า หลายคนมีแต่สิ่งที่อยู่ทางภายนอกเท่านั้น ได้แต่ตัดสินความถูกผิด ตามสิ่งที่อยู่ภายนอกเท่านั้นแต่ชีวิตนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งมีแต่ผู้ที่มีชีวิตเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร.
 
ข้าพเจ้าหวังว่า เราจะมองเห็นเรื่องนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า: ไม่มีคริสเตียนคนใด สามารถตัดสินเรื่องใดๆ ได้โดยปราศจากชีวิตสิ่งใดที่ทำให้ชีวิตทางภายในเพิ่มพูนขึ้น ก็คือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งใดที่ทำให้ชีวิตทางภายในลดน้อยลง ก็คือสิ่งที่ผิด ไม่มีใครสามารถตัดสินว่า เรื่องใดถูกหรือผิดได้ โดยมาตรฐานทางภายนอก.
 
ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าเคยไปยังท้องถิ่นหนึ่ง พี่น้องที่นั่นทำงานอย่างได้ผล และพระเจ้าก็ทรงใช้เขาเหล่านั้นอย่างแท้จริงแต่ถ้าท่านถามข้าพเจ้าว่า การงานของเขาครบสมบูรณ์หรือไม่ ข้าพเจ้าก็ต้องตอบว่าไม่ เพราะยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงพวกเขาก็เคยถามข้าพเจ้า ด้วยความถ่อมตัวว่า มีสิ่งใดบ้างที่ยังไม่ครบสมบูรณ์ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าจะต้องแก้ไข ข้าพเจ้าก็บอกสิ่งเหล่านั้นแก่พวกเขา เขาเหล่านั้นถามข้าพเจ้าครั้งหนึ่งก็แล้ว, สองครั้งก็แล้ว, ห้าครั้งก็แล้ว แต่ก็ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย น่าโมโหไหม? ไม่เลย คนที่โง่เขลาจึงจะโมโห แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักพระเจ้า ย่อมจะไม่โมโหข้าพเจ้าได้แต่บอกให้เขารู้ถึง มาตรฐานทางภายนอกเท่านั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมไม่รู้ว่า พระเจ้าทรงทำอะไร อยู่ภายในพวกเขาบ้าง ข้าพเจ้าจะบอกให้พระเจ้าทรงทำอย่างนั้น อย่างนี้อยู่ภายในพวกเขาก็ไม่ได้.
 
ในอีกท้องถิ่นหนึ่งที่ข้าพเจ้าไปนั้น พี่น้องที่นั่นไม่ประกาศกิตติคุณเลยพวกเขานำเรื่องนี้มาหารือกับข้าพเจ้า และถามว่า เขาควรจะประกาศกิตติคุณหรือไม่? ข้าพเจ้าตอบว่า ตามหลักธรรมแล้ว เราควรต้องประกาศกิตติคุณ พวกเขาก็ว่าเขาควรประกาศกิตติคุณ แต่ก็น่าแปลกที่พระเจ้า ไม่ได้ประทานชีวิตให้พวกเขาเลยในเรื่องนี้ผู้ที่รู้จักพระเจ้าย่อมจะยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ เพราะหนทางของเรา คือชีวิตของพระเจ้า ไม่ใช่ความถูกผิดสองหนทางนี้แตกต่างกันมากนักพี่น้องทั้งหลาย ความแตกต่างกันในเรื่องนี้ มีมากเหลือเกิน คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่เพียงว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดแต่วันนี้เราไม่ได้ประพฤติตามความถูกผิดในวันนี้สิ่งเดียวที่เราต้องถามก็คือ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในเรานั้น ฟื้นชื่นขึ้นหรือเหี่ยวแห้งลงนี่คือสิ่งที่เราใช้ตัดสินใจเลือกหนทางของเรา ทุกสิ่งล้วนต้องตัดสินอยู่ในใจของเรา.
 
"จงฟังท่านเถิด"
ท่านจะเห็นได้ว่า บนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปกาย โมเซอยู่ที่นั่นในฐานะ ตัวแทนของมาตรฐาน ฝ่ายศีลธรรมทางภายนอก ส่วนเอลียาก็อยู่ที่นั่นในฐานะ ตัวแทนของมาตรฐาน ฝ่ายมนุษย์ทางภายนอก (มธ.17:3) เรารู้ว่าโมเซคือตัวแทนของกฎบัญญัติ ส่วนเอลียาก็คือ ตัวแทนของผู้เผยพระวจนะที่นี่มีทั้งมาตรฐานของกฎบัญญัติ และมาตรฐานของผู้เผยพระวจนะ ในพันธสัญญาเดิมนั้น กฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะ มีสิทธิในการพูดมากที่สุด แต่ ณ ที่นี่พระเจ้ากลับให้ทั้งสองต้องปิดปากพระเจ้าตรัสแก่เปโตรว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา ... จงฟังท่านเถิด!" (ข้อ 5)วันนี้มาตรฐาน ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน จึงไม่ใช่กฎบัญญัติ หรือผู้เผยพระวจนะอีกต่อไป แต่มาตรฐานนี้คือ ตัวของพระคริสต์เอง คือพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในเรา ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราถูกหรือผิด แต่อยู่ที่ว่าชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในเราจะเห็นด้วยกับสิ่งนั้นหรือไม่หลายครั้งชีวิตซึ่งอยู่ภายในเรา ก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ถ้าเป็นอย่างนี้ เราก็อย่าไปทำ.
 
ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องได้รับความอิ่มหนำ
มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ มีชาวนาสองคนเป็นพี่น้องกัน และเป็นคริสเตียนนาข้าวจะต้องมีการทดน้ำเข้านาที่นาของพวกเขาอยู่บนไหล่เขา ส่วนที่นาของคนอื่นอยู่ที่ต่ำกว่า ในเวลากลางวันที่อากาศร้อนจัด ทั้งคู่ก็ช่วยกันทดน้ำเข้านาจนเต็ม แล้วกลางคืนก็ไปนอน แต่ในขณะที่ทั้งสองหลับอยู่นั้น คนที่มีที่นาอยู่ต่ำกว่า ก็มาขุดรูที่คันนารอบที่นา ของพี่น้องสองคนนี้ น้ำจึงไหลลงไปยังที่นา ซึ่งอยู่เบื้องล่างจนหมดเช้าวันรุ่งขึ้นพี่น้องสองคนนี้ ได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทั้งคู่ก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ไปทดน้ำเข้านาจนเต็มอีกครั้งหนึ่ง ทว่าวันต่อมา พวกเขาก็เห็นว่า น้ำซึ่งอยู่ในที่นาของเขานั้น หายไปอีกแล้วเขายังคงไม่พูดอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าเขาเป็นคริสเตียน เขารู้สึกว่าพวกเขาควรอดทน แต่เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนี้ อยู่ทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์ บางคนแนะนำว่า ทำไมไม่เฝ้าที่นาตอนกลางคืน เพื่อคอยจับตัวคนขโมยน้ำ มาตีเสียให้เข็ดเล่า?  แต่ทั้งคู่ก็ไม่ตอบอะไร ได้แต่อดทนเพราะเขาเป็นคริสเตียน.
 
ถ้าดูตามสายตาของมนุษย์อาจเห็นว่า พวกเขาควรเดินเหินอย่างมีความสุข และมีชัยชนะอย่างเหลือล้น เพราะเขาได้อดทนอย่างใหญ่หลวง ไม่ปริปากสักคำ ทั้งที่ต้องทดน้ำเข้านาทุกวัน แล้วถูกคนอื่นขโมยไปทุกวัน แต่ก็น่าแปลกใจ แม้เขาจะทดน้ำเข้านาทุกวัน และยอมให้คนอื่นขโมยน้ำไป โดยไม่ปริปากทุกวัน แต่ในใจของเขากลับไม่มีสันติสุขดังนั้นทั้งสองจึงไปหาพี่น้อง ที่มีประสบการณ์ในการงาน ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพูดว่า "พวกเราไม่เข้าใจว่า เราอดทนมาตั้งเจ็ดหรือแปดวันแล้ว เหตุใดในใจของเรา จึงยังไม่มีสันติสุข? เรารู้ว่า คริสเตียนอย่างเราสมควรอดทน ยอมให้คนอื่นขโมยของจากเรา แต่ทำไมในใจของเราจึงยังไม่มีสันติสุข?"  พี่น้องชายคนนี้มีประสบการณ์มาก เขาตอบว่า "ถึงพวกคุณจะทำเช่นนี้แล้วก็ยังไม่พอแค่อดทนอย่างเดียวยังไม่พอคุณควรทดน้ำ เข้าที่นาของคนที่ขโมยน้ำจากคุณ ให้เต็มเสียก่อน แล้วค่อยทดน้ำเข้าที่นาของตัวเองคุณลองไปทำดูสิว่า ภายในของคุณจะมีสันติสุขหรือไม่?"  เขาทั้งสองก็ตกลง วันรุ่งขึ้นทั้งคู่จึงตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไปทดน้ำเข้าที่นาของคนที่ขโมยน้ำ จนเต็มก่อน จากนั้นจึงค่อยทดน้ำเข้าที่นาของตนน่าแปลกมากในครึ่งเช้าที่พวกเขาทดน้ำ เข้าที่นาของคนนั้น ในใจของเขาก็เกิด ความชื่นชมยินดีมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อทั้งคู่ทดน้ำเข้าที่นาของตนเองเสร็จแล้ว ในใจของพวกเขาก็ไม่เหมือนเดิมเวลาที่เขาคิดว่า ใครอยากขโมยก็ขโมยไป ในใจของเขาก็มีสันติสุขมาก เมื่อเขาทำเช่นนี้ได้สองหรือสามวัน คนที่ขโมยน้ำของเขา ก็มาขอโทษและกล่าวว่า "ศาสนาคริสต์ของพวกคุณ นี่อัศจรรย์จริงๆ ผมก็อยากไปฟังดูบ้าง."
 
ในเรื่องนี้ ถ้าจะพูดถึงความถูกผิด การอดทนเช่นนี้ก็คือสิ่งที่ถูก เพราะเราไม่อาจเรียกร้องให้เขาทำอะไร ได้มากไปกว่านี้อีกแล้วถ้าจะพูดถึงความดีชั่ว พวกเขาก็ต้องทดน้ำกันทั้งวัน ทั้งที่อากาศร้อนจัด ไม่ใช่อากาศธรรมดาทั้งสองไม่ใช่ผู้มีการศึกษา แต่เป็นชาวนาแม้สิ่งที่เขาทำในตอนแรกก็ถูกต้อง และดีงามอยู่แล้ว แต่ภายในของพวกเขา ก็ยังไม่มีสันติสุข นั่นเป็นเพราะ เราเดินอยู่บนหนทางแห่งชีวิต ซึ่งเป็นคนละอย่างกับหนทางแห่งความถูกผิด สำหรับคนทั่วไปนั้น ขอแค่ถูกต้องก็ใช้ได้แล้วแต่สำหรับพระเจ้า แค่นั้นยังใช้ไม่ได้ ต้องเป็นชีวิตเท่านั้นจึงจะใช้ได้เมื่อเราทำถึงขั้นนั้นแล้ว ภายในก็จะเกิดความชื่นชนยินดี และมีสันติสุขนี่ก็คือความแตกต่างระหว่าง หนทางของชีวิต และหนทางของความถูกผิด คนทั่วไปเห็นว่า เราใส่ใจต่อความถูกผิดก็ใช้ได้แล้ว จะต้องใส่ใจอะไรอีก?  แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่ใช่ว่าถูกต้องแล้วจะใช้ได้ แต่ต้องให้ชีวิตของพระเจ้าอิ่มหนำ จึงจะใช้ได้.
 
คำเทศนาบนภูเขาในมัดธาย บทที่ 5-7 ได้สอนอะไรแก่เรา?  ไม่ใช่เรื่องอื่นใดเลย นอกเสียจากว่า การทำถูกยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องทำจน ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้เรานั้น พอใจจึงจะใช้ได้ นี่คือสาระสำคัญของคำสอนบนภูเขา ในมัดธายบทที่ 5-7คำสอนบนภูเขาไม่ได้กล่าวว่า ขอเพียงเราทำถูกก็ใช้ได้แล้ว คนอื่นอาจถามว่า เหตุใดจะต้องหันแก้มขวา ให้กับคนที่ตบแก้มซ้ายของเรา? โดนตบหน้าอย่างนี้ เราไม่พูดอะไร ไม่ต่อว่ากลับไป ก็ถือว่าดีมากแล้ว น่าจะถือว่าระงับตนได้เก่งมากแล้วแต่พระเจ้าตรัสว่า ถ้าเราโดนคนอื่นตบหน้า และก้มหัวเดินจากไปแล้ว ชีวิตที่อยู่ภายในยังรู้สึกว่าใช้ไม่ได้ ยังไม่อิ่มหนำ อย่างนั้นเราก็ต้องหันแก้มอีกข้างหนึ่ง ให้คนนั้นตบด้วย กรณีนี้หมายความว่า ในใจของเราต้องไม่มีความเกลียดชัง, เราไม่โกรธ, และภายในเรายังสามารถทนรับ การปฏิบัติเช่นนี้ได้อีก ชีวิตนั้นถ่อมตน ชีวิตสามารถให้เราหันแก้มอีกข้างหนึ่ง ให้ผู้อื่นตบได้ นี่ก็คือหนทางแห่งชีวิต.
 
หลายคนกล่าวว่า มัดธายบทที่ 5-7 เป็นคำสอนซึ่งยาก เกินกว่าที่เขาจะถือปฏิบัติได้ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่ามัดธาย บทที่ 5-7 ไม่ใช่สิ่งที่เราจะนำไปปฏิบัติได้ถึงเราจะพยายามปฏิบัติให้ตาย ก็ทำไม่ได้อย่างไรก็ดี เรายังมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งอยู่ภายในเรา ชีวิตนี้บอกเราว่า ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ เราก็จะไม่เป็นสุข ไม่ว่าพี่น้องคนอื่น ได้ทำผิดต่อเรามากแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่คุกเข่าอธิษฐานเผื่อเขา ภายในของเราก็จะไม่เป็นสุขแม้การอดทนโดยไม่ปริปาก จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสอนที่อยู่บนภูเขา ภายในก็จะไม่เป็นสุข ดังนั้นคำสอนบนภูเขา จึงไม่ใช่เรื่องอื่นเลย แต่เป็นการบอกเราว่า เราควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ชีวิตของพระเจ้า ที่อยู่ภายในพอใจ เมื่อเราทำเช่นนั้นแล้ว ชีวิตของพระเจ้าจึงจะพอใจ, รู้สึกผ่อนคลาย, รู้สึกมีสันติสุข, และรู้สึกมีความสุขปัญหาของเรื่องทุกอย่างก็อยู่ที่ว่า หนทางที่เราเลือกเดิน เป็นการเดินตามชีวิต หรือเดินตามความถูกผิดกันแน่?  ถ้าเราอ่านพระคำของพระเจ้า และอ่านอย่างละเอียดชัดเจน เราก็จะเห็นว่า การตัดสินสิ่งต่างๆ, การดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตของตัวเอง, การทำงาน, การปฏิบัติตนตามหลักแห่งความถูกผิดนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดทั้งสิ้น.
 
ภายในควรจะเติมเต็มด้วยชีวิต
บางครั้งเราอาจเจอพี่น้อง ที่ทำงานอย่างเหลวไหล ถ้าจะว่าตามความเหมาะสม เราก็น่าจะตักเตือนหรือต่อว่าเขาให้หนัก เราอาจบอกกับตัวเราเองว่า คนเช่นนี้ต้องถูกจัดการให้หนักและถี่ถ้วนเรายังเตรียมตัวพร้อมแล้วว่า ในสองวันที่เขายังอยู่ที่นี่ อย่างไรเราก็ต้องไปตักเตือนเขาให้ได้เราจึงไปยังที่พักของเขา และขณะที่กำลังจะเคาะประตูอยู่นั้น เราก็ถามตนเองว่า เราทำอย่างนี้ถูกหรือผิด? ในเมื่อเขาทำงานผิดพลาด ถ้าเราไม่ตักเตือนเขาแล้ว จะให้เราทำอะไร?  แต่เราไปถึง ยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตูอยู่แล้ว ภายในเรากลับรู้สึกห่อเหี่ยว เราก็ได้แต่เอามือลง แม้สิ่งที่เราทำจะถูกต้อง แต่ประเด็นก็ไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องประเด็นคือชีวิตของพระเจ้า ยอมให้เราทำหรือไม่ต่างหาก หลายครั้งเมื่อเราไปตักเตือนผู้อื่น เขาก็มีท่าทีเกรงใจ และยินดีรับฟังพระคำของพระเจ้า แต่เรายิ่งพูดก็ยิ่งหมดแรง ภายในก็ห่อเหี่ยว เมื่อกลับไปที่บ้าน เราจึงได้แต่ยอมรับว่า เราผิดไปแล้วที่ไปตักเตือนเขาเช่นนี้ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่ดีหรือชั่ว แต่ประเด็นสำคัญคือ ภายในควรจะเติมเต็มด้วยชีวิต.
 
ข้าพเจ้าจะเล่าอีกเรื่องหนึ่งเป็นตัวอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าได้พบพี่น้องที่ยากจนคนหนึ่งเขายากจนมาก และต้องการความช่วยเหลือที่นั่นไม่มีใครช่วยเขาในด้านใดเลย ดังนั้นในใจของข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่า ไม่ว่าอย่างไรข้าพเจ้าก็ควรช่วยเหลือเขาแต่ในเวลานั้น ในมือของข้าพเจ้าก็ไม่มีเงินมากพอ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องเสียสละตนเองอย่างมาก เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา เรียกได้ว่าข้าพเจ้าช่วยเหลือเขา จนเกินกำลังเลยทีเดียว ถ้าว่าตามหลักการ ข้าพเจ้าก็ทำถูก ดังนั้นเมื่อช่วยพี่น้องคนนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็น่าจะดีใจแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ขณะที่ข้าพเจ้าจะเอาเงินไปให้เขา ตามที่ได้รับปากเขาไว้ ภายในของข้าพเจ้ากลับรู้สึกห่อเหี่ยวทันที ภายในมีเสียงพูดขึ้นมาว่า "นี่เป็นเพียงการบำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ชีวิต นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงให้เจ้าทำ แต่เจ้าเป็นผู้ไปทำเอง." ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์เพราะเรื่องนี้ เป็นเวลาสองหรือสามสัปดาห์เลยทีเดียวแม้ข้าพเจ้าได้มอบเงิน แก่พี่น้องคนนั้นไปแล้ว แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็ได้แต่ก้มศีรษะลง สารภาพบาปต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงให้อภัยแก่ข้าพเจ้า.
 
การประพฤติปฏิบัติตน ต้องเป็นไปตามการนำพาของชีวิต
พี่น้องทั้งหลาย หนทางของเรา ที่อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้านั้น ไม่ใช่เรื่องของความดีชั่ว แต่เป็นเรื่องของชีวิตที่อยู่ภายใน สิ่งใดที่ชีวิตให้เราทำ สิ่งนั้นจึงมีคุณค่า สิ่งใดที่ชีวิตไม่ให้เราทำ แต่เรากลับไปทำ ในใจของเราก็จะถูกตำหนิ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีสักเท่าไรก็ตาม คริสเตียนไม่เพียงต้องสารภาพบาป ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เพราะได้กระทำชั่วเท่านั้น แต่หลายครั้งเรายังต้องสารภาพบาป ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เพราะสิ่งดีที่เราได้กระทำด้วย หลักการในการดำเนินชีวิตของเรา ไม่ใช่การแยกแยะถูกผิดสิ่งที่เราต้องแยกแยะ ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า คือชีวิตและความตายต่างหากขณะที่ภายในเรามีชีวิต และรู้สึกว่าชีวิตนี้ลอยสูงขึ้น ก็แสดงว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องถ้าเราไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้ลอยสูงขึ้น และไม่อาจสัมผัสถึง น้ำมันชโลมที่อยู่บนเรา ในเวลานั้น ไม่ว่าสิ่งที่เราทำจะผิดหรือถูก เราก็ต้องสารภาพบาป ต้องทูลขอต่อเบื้องพระพักตร์ ของพระองค์ ให้พระองค์โปรดอภัยแก่เรา.
 
เปาโลกล่าวว่า แม้แต่ตัวเขา ก็ไม่ได้ไต่สวนตัวเขาเอง มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่เป็นผู้ไต่สวนเขา (1กธ.4:3-4)หลายคนไม่เข้าใจพระคำเหล่านี้ ที่อยู่ใน 1 โกรินโธ จริงๆ แล้วข้อความนี้ง่ายมาก แต่ถ้าเราไม่รู้จักชีวิต ก็จะกลายเป็นเรื่องยากถ้าเรามีแต่มาตรฐาน แห่งความถูกผิดทางภายนอก เราก็ง่ายที่จะคอยตัดสินว่า ตัวเราผิดหรือถูก แต่เนื่องจากเปาโล ไม่ได้ประพฤติตามมาตรฐาน แห่งความถูกผิดทางภายนอก ดังนั้นเขาจึงกล่าวได้ว่า "ข้าพเจ้าไม่ตัดสินตัวของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าจะไม่รู้สึกว่าตนผิด แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อาจพูดว่าตนไม่ผิด เพราะผู้ที่ตัดสินข้าพเจ้า คือองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ตัดสินข้าพเจ้าต่อหน้าบัลลังก์ แห่งการพิพากษาคือ องค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งกว่านั้น ในอีกด้านหนึ่งข้าพเจ้าก็ประพฤติ ตามชีวิตที่คอยนำพา อยู่ภายในข้าพเจ้าด้วย."  ด้วยเหตุนี้ 2 โกรินโธ 5:7 จึงกล่าวว่า "ด้วยว่าเราดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น."  เราไม่ได้ตัดสินสิ่งใด ตามกฎบัญญัติทางภายนอก หรือตามที่ตามองเห็น แต่เราดำเนินชีวิต ตามการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่อยู่ภายในเรา.
 
เราจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า: อย่าประพฤติตามมาตรฐาน แห่งความถูกผิดเท่านั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่า มาตรฐานแห่งความถูกผิด เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะจริงๆ แล้วนั่นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับคริสเตียนแล้ว มาตรฐานนั้นยังดีไม่พอมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของคริสเตียน ต้องสูงส่งกว่าความถูกผิดสิ่งที่ผิดก็คือผิด แต่สิ่งที่ถูกนั้น ไม่แน่ว่าจะถูกเสมอไป หากเราประพฤติตามชีวิตของพระเจ้า พระองค์จะทรงแสดงให้เราเห็นว่า ข้อเรียกร้องของพระองค์สูงส่ง ยิ่งกว่ากฎบัญญัติของมนุษย์ จะว่าไปแล้ว การดำเนินชีวิตคริสเตียน ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราก็แค่สัมผัสดูว่า พระเจ้าที่อยู่ภายในจะตรัสว่าอย่างไร เราก็ได้รับการฉายส่อง ของแสงสว่างทางภายใน อย่างอัตโนมัติ โปรดจำไว้ว่า การบังเกิดใหม่ของเราเป็นข้อเท็จจริง และการที่พระเจ้าทรงอาศัยอยู่ในเรา โดยพระเยซูนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้า จึงคอยสำแดงตัวของพระองค์ อยู่ภายในเราตลอดเวลา เราหวังว่าเราทุกคนจะทูลกับพระเจ้าว่า "ขอพระองค์โปรดประทานพระคุณ ให้ข้าพเจ้าเป็นอยู่โดยต้นไม้แห่งชีวิต ไม่ใช่โดยต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วให้ข้าพเจ้าคอยใส่ใจต่อการรับรู้ของชีวิตไม่ว่าข้าพเจ้าจะพูดอะไร ให้ข้าพเจ้าใส่ใจว่าชีวิตจะว่าอย่างไร."  หากเราดำเนินชีวิตโดยหลักการนี้ เราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง ในชีวิตคริสเตียนของเรา.
 
วันนี้หลายปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่ เรามีแต่มาตรฐาน แห่งความถูกผิดเท่านั้น สาเหตุที่เราผิดพลาด ก็เป็นเพราะเราไม่มีมาตรฐาน แห่งชีวิตถ้าเรามีมาตรฐานแห่งชีวิต ปัญหามากมายก็จะได้รับการแก้ไข.
 
คำอธิษฐาน
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราขอเข้าเฝ้า ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ให้พระองค์ตรัสกับเราอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์ช่างว่างเปล่า และไม่สามารถทำอะไรได้เราได้แต่ทูลขอให้พระองค์ โปรดประทานพระคุณ เพื่อจะเปิดตาของเรา ทุกครั้งที่เราจะเปิดปากพูด หรือจะตัดสินใจในเรื่องใด ขอทรงให้เรามาทูลถาม ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ว่า การตัดสินใจของเรานั้น เป็นไปตามความถูกผิด หรือเป็นไปตามการนำพา ของชีวิตทางภายใน พระองค์เจ้าข้า โปรดให้เรามองเห็นความแตกต่าง ระหว่างสิ่งที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ กับสิ่งที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนังโปรดให้เรามองเห็นอย่างถ่องแท้ ถึงความแตกต่างระหว่าง แสงสว่างทางภายใน กับกฎบัญญัติทางภายนอก พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยเราให้รอด จากหนทางแห่งความตายข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า การที่เราดำเนินชีวิต โดยการแยกแยะถูกผิดนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องโปรดให้เรามองเห็นว่า การแยกแยะถูกผิดนั้น เป็นความบาปและความตาย เพราะมีแต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในความตายเท่านั้น จึงกระทำเช่นนี้ แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในชีวิต ต้องรับการนำพาโดยชีวิต สิ่งที่จะนำพาเราต้องเป็นชีวิต พระองค์เจ้าข้า โปรดสถิตอยู่ท่ามกลางเรา ให้เรามองเห็นเรื่องนี้อย่างถ่องแท้เราได้กล่าวเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว และจะขอกล่าวอีกว่า ขอให้คำตรัสของพระองค์ไม่สูญเปล่าโปรดให้เรารู้ว่าอะไรคือชีวิต และอะไรคือกฎบัญญัติ ขอพระองค์โปรดอวยพรแก่ถ้อยคำ ที่ไม่ปะติดปะต่อเหล่านี้ ขอพระองค์โปรดเมตตาเรา, ประทานพระคุณแก่เรา, และนำพาเราเดินในหนทางเบื้องหน้า อธิษฐานในพระนาม ขององค์พระเยซูเจ้า อาเมน.