Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


การอ่านอธิษฐานพระคำ
 
เมื่อทารกคนหนึ่งถือกำเนิดมา สิ่งที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด ก็คือการป้อนนม เพื่อจะได้รับการบำรุงเลี้ยงถ้าปราศจากการบำรุงเลี้ยง ทารกที่เกิดใหม่ นอกจากจะไม่อาจเติบโต ได้อย่างปกติแล้ว ไม่นานก็จะมีอาการอ่อนเพลีย จนในที่สุดก็จะเสียชีวิต หลังจากที่เราได้รับความรอด และบังเกิดใหม่แล้ว ความต้องการที่เร่งด่วนที่สุดของเราก็คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะต้อนรับ องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณ และการบำรุงเลี้ยงของเรา ถ้าไม่มีการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณนี้ เราก็ไม่อาจเติบโตได้อย่างปกติ และในไม่ช้าก็ต้องพบกับ ความตายฝ่ายวิญญาณ.
 
ในหนังสือกิตติคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงเสนอตัวของพระองค์ เป็นงานเลี้ยงเพื่อให้เราดื่มกิน พระองค์ตรัสไว้ในโยฮันบทที่ 4 ว่า พระองค์ทรงเป็นน้ำที่มีชีวิต เพื่อให้เราดื่มในโยฮันบทที่ 6 พระองค์ยังตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นขนมปังแห่งชีวิต เพื่อให้เรากิน จากนั้นใน 1 โกรินโธบทที่ 12 พระคัมภีร์ก็กล่าวว่า เรา "ล้วนได้ดื่มพระวิญญาณองค์เดียวกัน."  เราดื่มพระองค์, เรากินพระองค์, และเราจึงรับสุขพระองค์ และต้อนรับพระองค์เป็นการบำรุงเลี้ยง ฝ่ายวิญญาณของเราเราต้องสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ ได้ทรงเสนอตัวของพระองค์เป็นงานเลี้ยง เพื่อสนองความต้องการทั้งสิ้นของเรา และเป็นการหล่อเลี้ยงทั้งหมดของเราเราทุกคนล้วนรู้ว่า พระนามของพระองค์คือ เราเป็นที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็หมายความว่า เราเป็นทุกสิ่งที่พลไพร่ของเรา ต้องการนั่นเอง.
 
พระคำของพระเจ้าคืออาหารของเรา
พระคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดตอนหนึ่งก็คือ 1 เปโตร 2:2-3: "ดั่งทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมอันบริสุทธิ์ แห่งพระคำ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เติบโตขึ้น จนได้รับความรอด ด้วยน้ำนมแห่งพระคำนี้ หากท่านได้ลิ้มรสดูจนรู้แล้วว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าช่างดีเลิศ." ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีความสำคัญต่อเรา เพราะได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า เราจะลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร: ดื่ม "น้ำนมอันบริสุทธิ์ (หรือ ปราศจากอุบาย) แห่งพระคำ."  ถ้าเราอยากลิ้มรสพระคริสต์ เราก็ต้องต้อนรับน้ำนมแห่งพระคำ เข้าสู่ภายในเรา แล้วเราก็จะได้รับการบำรุงเลี้ยง เพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระคัมภีร์กล่าวว่าลิ้มรส!พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่า เราจะรู้ถึงด้านนี้หรือด้านนั้น ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่กล่าวว่าเราได้ลิ้มรส องค์พระผู้เป็นเจ้า ขณะที่เราดื่มน้ำนมแห่งพระคำ แท้ที่จริงเราก็กำลังลิ้มรส องค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้นหนทางที่เราจะลิ้มรส องค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ การดื่มน้ำนมแห่งพระคำพระคำไม่เพียงมีไว้เพื่อให้เราศึกษา หรือเรียนรู้เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังมีไว้ให้เราลิ้มรสอีกด้วยพระคำของพระองค์คือ หนทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงใช้ในการบำรุงเลี้ยง พระกายของพระองค์ ถ้าเราปรารถนาที่จะรับสุข องค์พระผู้เป็นเจ้าและ ได้รับการบำรุงเลี้ยงจากพระองค์ เราก็ต้องมายังพระคำ เพื่อที่จะลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่คนส่วนใหญ่มีต่อพระคัมภีร์คือ พระคัมภีร์เป็นคำสอนอย่างหนึ่ง เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยหลักธรรมดังนั้นเมื่อเรามาอ่านพระคำ เราจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจ และรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างตลอดชีวิตคริสเตียนของเรา เราได้ต้อนรับพระคำในฐานะที่เป็นอาหาร เข้าสู่วิญญาณของเรามากสักเท่าไร? เราต้องตอบด้วยความซื่อตรงว่า พวกเราส่วนใหญ่ต้อนรับพระคำ ในลักษณะนี้กันน้อยมากเมื่อเรามาอ่านพระคัมภีร์ เราอย่าอ่านเพื่อเรียนรู้ และทำความเข้าใจเพียงอย่างเดียว พระคัมภีร์ไม่ใช่ต้นไม้แห่งความรู้ แต่เป็นต้นไม้แห่งชีวิต!  ถ้าเราต้อนรับพระคำของพระเจ้า เป็นต้นไม้แห่งความรู้ เราก็ใช้พระคัมภีร์ในทางที่ผิด เพราะ 2 โกรินโธ 3:6บอกเราว่าตัวอักษรย่อมประหารให้ตายเราอย่ารับพระคัมภีร์ ในฐานะหนังสือที่เป็นตัวอักษร แต่เราต้องต้อนรับพระคัมภีร์ เป็นหนังสือแห่งชีวิต.
 
คริสเตียนทั้งปวงล้วนรู้ว่า การใช้งานแห่งพระคำของพระเจ้า คือการเปิดเผยพระเจ้าแก่เราแม้เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ใช่การใช้งานหลัก การใช้งานหลักของพระคัมภีร์คือ การแจกจ่ายพระเจ้าเข้าสู่เราเป็นชีวิตและการบำรุงเลี้ยงแห่งชีวิตพระคัมภีร์ไม่เพียงให้เรารู้ถึงพระเจ้า และความรักของพระองค์เท่านั้น แต่ยังแจกจ่ายตัวของพระเจ้าเข้าสู่เราด้วยทุกครั้งที่เราอ่านพระคัมภีร์ เราอย่าเอาแต่พยายาม ที่จะรู้หรือเข้าใจเท่านั้น แต่เราต้องรับเอาสิ่งที่เป็นธาตุแท้ ของพระเจ้าเข้าสู่เรา เหมือนกับที่เรากินอาหารจากนั้นแก่นสารนี้ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ตัวเรา เหมือนกับอาหาร.
 
ใน 1 ติโมเธียว 4:6กล่าวว่า เรา "ได้รับการบำรุงเลี้ยง ด้วยถ้อยคำแห่งหลักความเชื่อ."  เราย่อมเคยอ่านพระคำข้อนี้ มาหลายครั้งแล้ว แต่เราเคยสังเกตเห็นคำว่า "บำรุงเลี้ยง" บ้างหรือไม่?  สรรเสริญพระองค์!  ตามทัศนคติของอัครทูตเปาโล พระคำของพระเจ้าก็คือ อาหารสำหรับบำรุงเลี้ยงทุกคน ที่เป็นลูกของพระเจ้า เราเองก็ต้องมีความเข้าใจเช่นนี้ ต่อพระคำของพระเจ้าเหมือนกันเราไม่ควรเห็นว่าพระคำเป็นเพียงความรู้ แต่ต้องเป็นอาหารสำหรับบำรุงเลี้ยง และหล่อเลี้ยงเราในทุกเวลา.
 
ใน 1 ติโมเธียว 1:10กล่าวถึงสิ่งที่ "ขัดกับคำสอนที่มีพลานามัย."  ฉบับคิงเจมส์ใช้คำว่า "ถูกต้อง" แทนคำว่า "มีพลานามัย." พระคำของพระเจ้าไม่เพียงเป็นหลักธรรม ที่ถูกต้องสำหรับความคิด แต่เป็นหลักธรรมที่มีพลานามัยสำหรับชีวิตคำว่า "มีพลานามัย" ในภาษากรีกนั้น เทียบได้กับคำว่า "สุขลักษณะ." สุขลักษณะมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เป็นอย่างยิ่งสิ่งที่เราต้องการนั้นมีมากกว่าถ้อยคำที่ถูกต้อง เราต้องมีถ้อยคำที่มีพลานามัย เพื่อจะบำรุงเลี้ยงและหล่อเลี้ยงเรา.
 
พระคัมภีร์มีตัวอย่าง ของผู้ที่กินพระคำของพระเจ้า อย่างน้อยสามตัวอย่าง คนแรกคือยิระมะยาผู้กล่าวว่า "พระคำของพระองค์ข้าพเจ้าได้พบแล้ว และข้าพเจ้าได้กินคำนั้น" (ยรม.15:16ก) เมื่อเรากินอะไร เราไม่เพียงต้อนรับสิ่งนั้นเข้ามาเท่านั้น แต่ยังต้องดูดซึมสิ่งนั้นด้วย การดูดซึมก็คือการต้อนรับสิ่งนั้น เข้าสู่ท่าน, ย่อย, และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวท่านตัวอย่างที่สองของผู้ที่กินพระคำของพระเจ้า ถูกบันทึกไว้ในหนังสือยะเอศเคล โดยกล่าวว่ายะเอศเคลผู้เผยพระวจนะ ได้กินพระคำของพระเจ้า (3:1-3)จากนั้นในวิวรณ์บทที่ 10 เราก็พบว่า อัครทูตโยฮัน ก็ได้กินพระคำของพระเจ้าด้วยเช่นกัน.
 
ยิระมะยากล่าวว่า "พระคำของพระองค์ได้กลายเป็นความชื่นบาน และความยินดีแห่งใจของข้าพเจ้า" (ยรม.15:16ข)นี่คือการรับสุขอย่างหนึ่งหลังจากที่ได้กินพระคำแล้ว พระคำนั้นก็กลายเป็นความชื่นบาน และความยินดี พระคำของพระเจ้าเป็นการรับสุขอย่างหนึ่ง หลังจากที่เรารับพระคำเข้าสู่ภายใน และดูดซึมพระคำเข้าสู่ตัวเราแล้ว พระคำนั้นก็กลายเป็นความชื่นบานทางภายใน และความยินดีทางภายนอก ดาวิดกล่าวว่า "พระคำของพระองค์ ข้าพเจ้าชิมแล้วช่างหวานยิ่งนัก!  หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเมื่อถึงปากของข้าพเจ้า!" (บพส.119:103)พระคำเป็นการรับสุขจริงๆ ชิมแล้วยังหวาน และน่าชื่นใจยิ่งกว่าน้ำผึ้งอีกด้วย.
 
จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เราจึงตระหนักว่าพระคำของพระเจ้า ไม่เพียงมีไว้ให้เราเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังมีไว้ให้เราลิ้มรส, กิน, รับสุข, และย่อยอีกด้วย องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระคำของพระเจ้า ยังเป็นอาหารฝ่ายวิญญาณด้วย:"มนุษย์จะมีชีวิตเป็นอยู่ ด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่ด้วยบรรดาพระคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า" (มธ.4:4) พระคำทุกคำที่ออกมาจาก พระโอษฐ์ของพระเจ้า ล้วนเป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อบำรุงเลี้ยงเรานี่ก็คืออาหารที่จำเป็น สำหรับการดำเนินชีวิตของเรา.
 
ธาตุแท้แห่งพระคำของพระเจ้า
แก่นสารหรือธาตุแท้ แห่งพระคำของพระเจ้าคืออะไร?  คำตอบนี้อยู่ใน 2 ติโมเธียว 3:16: "พระคัมภีร์ทุกตอน ล้วนเป็นลมปราณที่พระเจ้าได้ระบายออก...."  ฉบับคิงเจมส์กล่าวว่า "ล้วนได้รับการดลใจจากพระเจ้า" แต่ความหมายในภาษาเดิมคือ ลมปราณที่พระเจ้าได้ระบายออก พระคัมภีร์ทุกตอน ล้วนเป็นลมปราณของพระเจ้าเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ (ยฮ.4:24)พระวิญญาณคือ ธาตุแท้และเนื้อแท้ของพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ เหมือนกับที่โต๊ะเป็นไม้ ในเมื่อพระคำคือ ลมปราณของพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ระบายออก ก็ต้องเป็นพระวิญญาณ! ดังนั้นธาตุแท้แห่งเนื้อแท้ ในพระคำของพระเจ้าก็คือพระวิญญาณ ธาตุแท้นี้ไม่ใช่ความคิด, การเปิดเผย, คำสอน, หรือหลักธรรม แต่เป็นพระวิญญาณพระวิญญาณก็คือ แก่นสารแห่งพระคำของพระเจ้า ตอนนี้เราจึงมองเห็นถึงสาเหตุ ที่องค์พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า ถ้อยคำซึ่งพระองค์ตรัสก็คือ วิญญาณและชีวิต (ยฮ.6:63) การเปิดเผย, ความคิด, หรือคำสอนย่อมไม่มีทางกลายเป็นชีวิตได้ แต่เนื่องจากพระคำเป็นพระวิญญาณ พระคำจึงเป็นชีวิตเนื้อแท้ของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ธาตุแท้แห่งตัวของพระเจ้านั่นเอง ทุกครั้งที่เรามาแตะต้องหนังสือเล่มนี้ เราต้องตระหนักว่า เรากำลังสัมผัสกับพระเจ้า และแตะต้องพระองค์!
 
ต้อนรับพระคำเข้ามาโดยการอธิษฐาน
เมื่อเราได้เห็นแล้วว่า พระคำของพระเจ้าคือ ธาตุแท้ของพระเจ้าเอง และมีไว้สำหรับการรับสุข และการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณของเรา บัดนี้เราก็ต้องมาดูหนทางที่ถูกต้อง ในการมายังพระคำวิธีที่ว่านี้คืออะไร? เราต้องมาดูพระคำของพระเจ้า ซึ่งบันทึกไว้ในเอเฟโซ 6:17-18: "จงรับเอา...พระแสงดาบแห่งพระวิญญาณนั้น ซึ่งพระวิญญาณนั้น ก็คือพระคำของพระเจ้า." พระวิญญาณที่ว่านี้ก็คือ พระคำของพระเจ้าข้อ 18 กล่าวต่อไปว่า "โดยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกอย่าง."  ถ้าเชื่อมพระคัมภีร์สองข้อนี้เข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็น "จงรับเอา...พระแสงดาบแห่งพระวิญญาณนั้น ซึ่งพระวิญญาณนั้นก็คือ พระคำของพระเจ้า โดยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกอย่าง."  ตามพระคัมภีร์สองข้อนี้ เราจะต้อนรับพระคำของพระเจ้าได้อย่างไร? คำตอบก็คือโดยการอธิษฐาน และการวิงวอนทุกอย่าง นี่ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าการอ่านอธิษฐาน!  เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เราต้องต้อนรับพระคำของพระเจ้า โดยการอธิษฐานทุกอย่าง.
 
อธิษฐานอย่างไร
ขอเพียงหยิบพระคำขึ้นมา และอ่านอธิษฐานสักสองสามข้อ ทั้งในเวลาเช้าและเวลาค่ำท่านไม่ต้องฝึกใช้ความคิดของท่าน เพื่อเค้นคำพูดออกมา และไม่จำเป็นต้องคิดใคร่ครวญ ถึงสิ่งที่ท่านอ่านด้วย ท่านแค่อธิษฐาน ด้วยถ้อยคำที่ท่านได้อ่านก็ใช้ได้แล้ว ในพระคัมภีร์ทุกๆ หน้าและทุกๆ ข้อล้วนมีคำอธิษฐานที่มีชีวิต.
 
ขณะที่อ่านอธิษฐาน ท่านไม่จำเป็นต้องหลับตาเมื่อท่านอธิษฐาน ตาของท่านต้องมองที่พระคำ ในพระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่ม ไม่มีสักข้อเดียวที่กล่าวว่า เราต้องหลับตาในการอธิษฐาน แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ และตรัสว่า "พระบิดาเจ้าข้า..." (ยฮ.17:1)นี่แสดงว่า ขณะที่พระเยซูทรงอธิษฐาน พระองค์ก็ทอดพระเนตรดูฟ้าสวรรค์ไปด้วย เราจะไม่โต้เถียงกันในเชิงหลักธรรม แต่เราต้องตระหนักว่า เราไม่จำเป็นต้องปิดตาขณะอธิษฐานเลย แต่เราควรปิดความคิดจะดีกว่า!  ยกตัวอย่างเช่น ในการนำฆะลาเตีย 2:20มาอ่านอธิษฐาน เราก็ดูหน้าที่มีข้อความพิมพ์ไว้ว่า "ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว." จากนั้นขณะที่สายตา ยังคงจับจ้องอยู่ที่พระคำข้อนี้ ท่านก็อธิษฐานจากส่วนลึกทางภายในว่า "สรรเสริญพระองค์ 'ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว.' ฮาลีลูยา! 'ถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว.' อาเมน!  'ข้าพเจ้าถูก.'  โอ พระองค์เจ้าข้า!  'ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้.'  สรรเสริญพระองค์!  'ถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว.' อาเมน! 'ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว.' ฮาลีลูยา! อาเมน!  'และไม่ใช่.'  อาเมน! 'ไม่ใช่.'  อาเมน!  'ข้าพเจ้าเองที่มีชีวิตเป็นอยู่.'  โอ พระองค์เจ้าข้า 'ไม่ใช่ข้าพเจ้าเองที่มีชีวิตเป็นอยู่.'  ฮาลีลูยา!  อาเมน!  'แต่พระคริสต์ต่างหากทรงมีชีวิต เป็นอยู่ในข้าพเจ้า.'  ฯลฯ" บางทีท่านอาจจะเปิดไปที่โยฮัน 10:10 และอ่านว่า "เราได้มาเพื่อมนุษย์จะได้ชีวิต."  จากนั้นท่านก็สามารถอธิษฐาน โดยที่สายตายังคงจับจ้องที่พระคัมภีร์ว่า "'เราได้มา.'  อาเมน!  'เราได้มา.'  อาเมน!  ฮาลีลูยา!  'เราได้มาเพื่อมนุษย์จะได้ชีวิต.'  สรรเสริญพระองค์!  'จะได้ชีวิต.'  ฮาลีลูยา!  'ชีวิต.'  อาเมน!  'ชีวิต.'  โอ พระองค์เจ้าข้า 'ชีวิต.'"
 
ท่านไม่ต้องไปแต่งประโยค หรือคิดคำอธิษฐานใดๆ เลย ท่านแค่อ่านอธิษฐานพระคำก็ใช้ได้แล้ว จงอธิษฐานด้วยถ้อยคำในพระคัมภีร์ ตามที่ได้เขียนไว้ ในที่สุดท่านก็จะเห็นว่า พระคัมภีร์ทั้งเล่มก็คือ หนังสือแห่งคำอธิษฐาน! ท่านสามารถเปิดพระคัมภีร์ไปที่หน้าใดก็ได้ และจะเริ่มอธิษฐานด้วยพระคำข้อใดก็ได้พระคัมภีร์ก็คือหนังสือนั้น คือหนังสืออันบริสุทธิ์ แต่ละคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ย่อมไม่เหมือนกับสิ่งอื่นทั้งปวง แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุดของโลกนี้ก็ไม่เหมือน โลกนี้มีแต่ถ้อยคำของมนุษย์ แต่ในพระคัมภีร์มีพระคำของพระเจ้า!  ทุกๆ คำในหนังสือเล่มนี้ ก็คือพระคำของพระเจ้า แม้ว่าท่านอาจไม่เข้าใจข้อความบางตอน แต่เมื่อท่านนำไปอ่านอธิษฐาน ท่านก็ยังได้รับการบำรุงเลี้ยง เพราะในพระคำของพระองค์ ย่อมมีสิ่งที่มาจากพระเจ้าอยู่จริงๆ พระคำของพระเจ้าก็คือ ลมหายใจของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องไปอธิบายหรือขยายความอีก แค่อธิษฐานด้วยพระคำนั้น ก็ใช้ได้แล้ว โปรดลืมการอ่าน, การค้นคว้า, การทำความเข้าใจ, และการเรียนรู้พระคำไปเสีย ท่านต้องอ่านอธิษฐานพระคำ เช่นนี้ สุดท้ายท่านก็จะเข้าใจพระคำเหล่านี้ อย่างแท้จริง ถ้าท่านนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติ ท่านก็จะได้รับสิ่งที่เต็มด้วยการบำรุงเลี้ยง และการเพิ่มกำลังอยู่ภายใน ซึ่งจะทำให้ท่านมีพลัง ทั้งยังประทานชีวิตแก่ท่านอยู่ตลอดเวลา.
 
บางทีท่านอาจคุ้นเคยกับหนังสือโรมทั้งเล่ม เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้น วันนี้ท่านก็ยังต้องเอาพระคำ ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ไปอ่านอธิษฐาน สักข้อหรือสองข้อ แม้เราจะรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับอาหารแล้ว เราก็ยังคงต้องกินอาหารทุกวันไม่ว่าเราจะรู้มากเท่าไร เราก็ยังคงต้องกินต่อไป!  การรู้เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการกินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเราไม่เพียงต้องรู้เกี่ยวกับอาหารเท่านั้น แต่ยังต้องกินอาหารด้วย ท่านอ่านกิตติคุณโยฮันมากี่รอบแล้ว?  บางทีท่านอาจเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มากว่า 50 รอบแล้ว แต่ท่านได้ต้อนรับหนังสือเล่มนี้ เข้าสู่ตัวท่านเพื่อเป็นการบำรุงเลี้ยง และการรับสุขของท่านมากเท่าไร?  ความรู้, ความเข้าใจ, หรือแม้แต่การท่องกิตติคุณโยฮันได้นั้น เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การต้อนรับเข้ามา, การกิน, หรือการรับสุขหนังสือเล่มนี้ไปทีละน้อยๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านอาจเป็นคริสเตียนมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ว่าท่านจะเป็นคริสเตียน มานานสักแค่ไหน หรือได้อ่านหนังสือเล่มนี้ มาสักกี่รอบก็ตาม ท่านก็ยังคงต้องอ่านต่อไป และไม่ใช่แค่อ่านเท่านั้น แต่ยังต้องอ่านอธิษฐานต่อไปด้วย!  ท่านจำเป็นต้องกินพระคำ, รับส่วนในพระคำ, และรับสุขพระคำทุกๆ วัน.
 
อ่านอธิษฐานด้วยกันกับผู้อื่น
ถ้าอยากจะรับสุข และได้การบำรุงเลี้ยงมากยิ่งขึ้น และถ้าอยากจะอ่านอธิษฐานพระคำ ให้เหมาะสมและบริบูรณ์ เราก็จำเป็นต้องมีพระกาย ซึ่งก็คือคริสตจักรแม้เราจะรับสุขการอ่านอธิษฐานพระคำ เป็นการส่วนตัวได้ แต่ถ้าเราลองไปอ่านอธิษฐาน กับคริสเตียนคนอื่นๆ ด้วยกันเป็นกลุ่ม เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสวรรค์ชั้นสาม! คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้ก็คือ อาหารย่อมมีไว้สำหรับทั้งร่างกาย ไม่ใช่แค่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้นเราไม่ได้กินอาหาร เพื่อแขนของเราอย่างเดียว และเราไม่ควรคิดว่า มือสามารถกินอาหารได้โดยตัวเอง ไม่มีเรื่องอย่างนั้น ร่างกายคือผู้กินอาหาร และอาหารก็มีเพื่อร่างกาย หลักการก็คือ การกินย่อมมีเพื่อทั้งร่างกาย ไม่ใช่เพื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นวิธีการอ่านอธิษฐานที่ดีที่สุด ก็คือการอ่านอธิษฐานด้วยกันกับอวัยวะอื่นๆ ในพระกาย แม้การอ่านอธิษฐานตามลำพัง ก็ทำให้ท่านได้รับประโยชน์ แต่เมื่อท่านมาอ่านอธิษฐาน ร่วมกับพี่น้องคนอื่น ท่านก็จะเห็นความแตกต่าง.
 
เมื่อเรามาร่วมอ่านอธิษฐาน ด้วยกันกับพี่น้องคนอื่นๆ มีสี่คำซึ่งเราต้องจำไว้: เร็ว, สั้น, จริง, และใหม่ ประการแรกคือ เราต้องอธิษฐานอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องลังเลเมื่อเราอธิษฐานอย่างรวดเร็ว เราก็ไม่มีเวลาให้ใช้ความคิดของเรา ไปใคร่ครวญ ประการต่อมา การอธิษฐานของเราต้องสั้น เพราะว่าการอธิษฐานที่ยืดยาว ย่อมต้องมีการเรียบเรียงข้อความจงลืมไปซึ่งการแต่งบทอธิษฐานที่ยืดยาว แค่พูดวลีหรือประโยคสั้นๆ ก็ใช้ได้แล้วจงอธิษฐานให้เร็วและสั้นยิ่งกว่านั้น เรายังต้องจริง คือไม่เสแสร้งอีกด้วย สิ่งที่เราพูดนั้นต้องมีความจริง ประการสุดท้าย การอธิษฐานของเราต้องใหม่สด ไม่เก่าแก่ ถ้าจะใหม่สด ทางที่ดีที่สุดก็คือ อย่าอธิษฐานด้วยถ้อยคำของเราเอง แต่ให้ใช้ถ้อยคำที่อยู่ในพระคัมภีร์พระคัมภีร์ทุกตอน และทุกบรรทัด ล้วนสามารถนำมาใช้เป็นคำอธิษฐานได้ และจะเป็นคำอธิษฐานที่ใหม่สดที่สุดด้วย!
 
มีผู้คนอยู่มากมายที่ได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือหนทางที่ถูกต้อง ในการมายังพระคำของพระเจ้า ภาคปฏิบัตินี้ได้ปฏิรูปชีวิตของพวกเขา ในตอนแรก ท่านก็อาจจะยังไม่คล่องแคล่ว แต่ถ้ามีการฝึกหัดด้วยความจริงใจ ท่านจะสัมผัสกับพระวิญญาณ ที่ทรงพระชนม์อยู่หากท่านลองทำเช่นนี้ทั้งแบบส่วนตัว และแบบส่วนรวม ท่านก็จะเป็นพยานได้ว่า ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ ได้แจกจ่ายเข้าสู่ท่าน โดยการอ่านอธิษฐานพระคำของพระเจ้าท่านจะได้เห็นพระพร และการเติบโตในชีวิตฝ่ายวิญญาณของท่าน ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยการติดต่อกับพระคำ เพื่อจะรับสุขพระคริสต์ และได้รับการบำรุงเลี้ยงจากพระองค์เช่นนี้ ท่านจะเป็นผู้ที่เติบโตจนสุกงอม ทั้งยังเต็มด้วยชีวิต และซาบซ่านไปด้วยพระองค์ ผู้ทรงพระชนม์นี้.