Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


หนทางในการก่อสร้างคริสตจักร

ข้อพระคัมภีร์: อฟ.3:14-19
โครงการที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งมีเพื่อคริสตจักรนั้น มีอยู่สามประเด็นหลัก: ประเด็นแรก คริสตจักรต้องมีฐานะแห่งบุตร เพื่อสำแดงพระเจ้า; ประเด็นที่สอง คริสตจักรจะทำให้ซาตาน พ่ายแพ้และอับอาย; และประเด็นสุดท้าย พระคริสต์จะรวบรวมสิ่งสารพัด ให้อยู่ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียว โดยคริสตจักรโครงการของพระเจ้านั้น มีไว้เพื่อให้คริสตจักรได้รับชีวิต ของพระองค์อย่างครบบริบูรณ์! ฐานะแห่งบุตรไม่ได้มีแค่ การบังเกิดในชีวิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเติบโตของชีวิต จนบรรลุถึงความสุกงอมด้วย นี่ก็หมายความว่า พระเจ้าจะต้องนำตัวของพระองค์ มากระทำเข้าสู่ภายในเรา ทำให้เราไม่เพียงเป็นบุตร ของพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นทายาทของพระองค์ด้วย เพื่อมาสืบทอด สิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ให้พระองค์ได้สำแดงออกจากนั้นโดยชีวิตนี้ ทุกสิ่งก็จะถูกรวบรวมไว้ ภายใต้ความเป็นประมุข ของพระคริสต์.
 
ในตอนแรกนั้นเป็นเรื่องของชีวิต จากนั้นก็เป็นการก่อสร้าง พระประสงค์ของการก่อสร้าง ก็คือการนำเราทั้งหลายเข้าสู่ ความเป็นระเบียบอย่างถูกต้อง ในชีวิตภายใต้ความเป็นประมุข ของพระคริสต์โดยการที่เราถูกก่อสร้างขึ้นในชีวิตเช่นนี้ พระเจ้าก็จะทรงทำให้ศัตรูของพระองค์ ต้องอับอายเช่นนี้พระเจ้าจึงจะมีฐาน ที่จะสำแดงให้บรรดาผู้ปกครอง และผู้มีอำนาจที่อยู่ในขอบเขต แห่งสวรรค์ทั้งหลายรู้ถึง พระปัญญาอันหลากหลายของพระองค์ได้.
 
นี่คือพระประสงค์ ที่พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาล พร้อมทั้งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกในศูนย์กลางแห่งการทรงสร้าง ของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้าง มนุษย์ไว้เป็นภาชนะ เพื่อบรรจุตัวของพระองค์จุดมุ่งหมายของพระเจ้า คือการนำตัวของพระองค์ มาใส่ไว้ในมนุษย์ เพื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขา เพื่อพระองค์จะทรงได้มา ซึ่งบุตรทั้งหลาย เราทุกคนล้วนรู้ว่า บุตรคือผู้สืบทอดทุกสิ่งจากบิดาทุกสิ่งที่พระบิดาทรงเป็น และทรงมีล้วนถูกแจกจ่ายเข้าสู่ บุตรทั้งหลายของพระองค์ โดยการที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างเราก่อน จากนั้นก็ทรงให้กำเนิดเรา โดยการบังเกิดใหม่โดยการเนรมิตสร้าง พระองค์ทรงทำให้เราอุบัติขึ้น จากนั้นโดยการให้กำเนิดเรา พระองค์ก็ทรงแจกจ่าย ตัวของพระองค์เข้าสู่ภายในเรา เพื่อมาเป็นชีวิตของเรา.
 
ด้วยพระประสงค์นี้ พระเจ้าจึงทรงเนรมิตสร้างเรา ให้มีวิญญาณของมนุษย์ วิญญาณของมนุษย์ เป็นเหมือนส่วนประกอบของหลอดไฟถ้าไม่มีส่วนประกอบที่อยู่ในหลอดไฟ หลอดไฟก็จะรับกระแสไฟฟ้าไม่ได้ หลอดไฟต้องมีส่วนประกอบที่อยู่ภายใน จึงจะเป็นตัวรับกระแสไฟฟ้าได้ และส่วนประกอบเหล่านี้ ก็ยังทำให้หลอดไฟ สามารถสำแดง กระแสไฟฟ้าออกมาได้อีกด้วยหลอดไฟยังต้องมีรูปร่าง ทางภายนอกด้วย เหมือนกับที่ร่างกาย เป็นรูปร่างทางภายนอกของเรา ในร่างกายของเรามีวิญญาณ ซึ่งก็เหมือนกับส่วนประกอบ ที่อยู่ภายในของหลอดไฟ ที่เป็นรูปร่างทางภายนอก เป็นส่วนที่หลอดไฟใช้ต้อนรับ, บรรจุ, และสำแดงกระแสไฟฟ้าออกมา.
 
เราเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทำขึ้นโดยพระเจ้า ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเนรมิตสร้าง วิญญาณไว้ภายในเรา โดยมีจุดประสงค์ เพื่อใช้ต้อนรับพระองค์, เก็บพระองค์ไว้, และสำแดงพระองค์ จากนั้นพระเจ้าผู้อยู่ในพระคริสต์ ในฐานะพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงแผ่ขยายตัวของพระองค์ ออกจากวิญญาณของเรา ไปสู่ทุกส่วนของเราพระเจ้าไม่ได้ทรงทำงาน จากภายนอกสู่ภายในของมนุษย์ แต่พระองค์ทรงแผ่ขยายตัวของพระองค์เอง จากวิญญาณของมนุษย์สู่ภายนอก เพื่อซึมซาบและซาบซ่านทุกส่วน ที่อยู่ภายในของมนุษย์พระองค์จะทรงซาบซ่านอยู่ในมโนธรรม, ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ จนในที่สุดก็ซาบซ่านไปทั่วทั้งตัวเราในเวลาที่พระเจ้า เสด็จเข้าสู่วิญญาณของเรานั้น เราได้รับการบังเกิดแห่งชีวิต โดยการที่พระองค์ทรงแผ่ขยาย จากวิญญาณของเรา ไปสู่ทั่วทั้งตัวเราเช่นนี้ เราก็จะมีการเติบโตแห่งชีวิต จนบรรลุถึงการสุกงอมอย่างเต็มที่เมื่อถึงเวลาที่เราได้รับฐานะ แห่งบุตรอย่างเต็มเปี่ยมนั้น แม้แต่ร่างกายของเรา ก็จะถูกเปลี่ยนรูปกายด้วยโดยสิ่งเหล่านี้ เราทุกคนก็จะถูกนำเข้าสู่ความเป็นระเบียบ ในฐานะมนุษย์แห่งกลุ่มชน ที่อยู่ภายใต้ความเป็นประมุข ของพระคริสต์ ในมนุษย์แห่งกลุ่มชนนี้ พระเจ้าผู้อยู่ในพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะ ส่วนเราซึ่งเป็นบุตรทั้งหลาย ก็คือพระกายซึ่งถูกนำเข้าสู่ ความเป็นระเบียบภายใต้ ความเป็นประมุขของพระคริสต์ จากนั้นโดยพระกายนี้ พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ ก็จะทรงรวบรวมสิ่งสารพัดไว้ ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียว.
 
แต่เราจะต้องมองเห็นเล่ห์เหลี่ยมของศัตรู ในการทำให้มนุษย์เบี่ยงเบน ไปจากพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า โลกในทุกวันนี้มีคนอยู่สามกลุ่มคือ พวกต่างชาติซึ่งหมายถึง ผู้ที่ยังไม่เชื่อ, พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ซึ่งก็คือชาวยิว, และคริสเตียนซึ่ง ก็คือเหล่าอวัยวะที่อยู่ในคริสตจักรคนทั้งสามกลุ่มนี้ต่างก็ถูกซาตาน ผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า ทำให้เบี่ยงเบนไป จากแผนการบริหารของพระเจ้าแล้ว.
 
พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียม สิ่งของฝ่ายวัตถุเอาไว้มากมาย เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น อาหาร, น้ำ, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย ฯลฯ แต่ทุกวันนี้ สิ่งของฝ่ายวัตถุเหล่านี้ กลับทำให้บรรดาคนที่ไม่เชื่อเบี่ยงเบนไป เขาเพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่อาหาร, ที่อยู่อาศัย, และเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนวิถีชีวิตฝ่ายวัตถุนิยม สิ่งของฝ่ายวัตถุ ทำให้พวกต่างชาติเหล่านี้ เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมาย ศูนย์กลางของพระเจ้าพวกเขาถูกดึงดูดไปหา สิ่งของฝ่ายวัตถุอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยากดีมีจน สูงส่งหรือต่ำต้อย เขาเหล่านั้นล้วนเบี่ยงเบนไปสู่ สิ่งของฝ่ายวัตถุ ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ เพื่อการดำรงอยู่ของเขา ทั้งที่พระองค์ทรงให้เขาดำรงอยู่ ก็เพื่อเขาจะได้ทำให้พระประสงค์ ของพระองค์สำเร็จลุล่วง สิ่งของฝ่ายวัตถุเหล่านี้ ควรเป็นสื่อกลางเพื่อให้มนุษย์ จะได้ทำให้พระประสงค์ ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกซาตาน ฉกฉวยมาใช้ทำให้คนที่ไม่เชื่อเบี่ยงเบน ไปจากพระประสงค์ของพระเจ้า.
 
พระเจ้ายังทรงประทานความรู้ ฝ่ายวิญญาณบางอย่าง ในพันธสัญญาเดิมแก่ชาวยิว ซึ่งเปิดเผยถึงกฎบัญญัติ และน้ำพระทัยของพระองค์ โดยมีเจตนาให้พระคัมภีร์ ช่วยพวกเขาให้รู้จักโครงการของพระเจ้า ซึ่งอยู่ในพระคริสต์ แต่ซาตานก็ยังฉกฉวยพันธสัญญาเดิม มาใช้ทำให้ชาวยิว เบี่ยงเบนไปจากพระคริสต์อีกถ้าเราอ่านกิตติคุณสี่เล่มอย่างละเอียด ก็จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า พวกธรรมจารย์และพวกฟาริซาย ได้เบี่ยงเบนไปจากพระคริสต์อย่างไร โดยพระคัมภีร์ ในโยฮัน 5:39-40 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "ท่านทั้งหลายได้ค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะว่าท่านคิดว่า ในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ แต่พระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายกลับไม่ยอมมาหาเรา เพื่อจะได้ชีวิต." พวกเขาได้เบี่ยงเบนจากพระคริสต์ ไปสู่พระคัมภีร์เพราะเล่ห์เหลี่ยมของศัตรู ดังนั้นผู้ที่เบี่ยงเบนไปจาก พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า จึงไม่ได้มีแต่พวกต่างชาติเท่านั้น แม้แต่ชาวยิว ซึ่งเป็นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ก็ยังเบี่ยงเบนไปเหมือนกัน.
 
เมื่อมาถึงพันธสัญญาใหม่ เราก็มองเห็นเรื่องเช่นนี้มากยิ่งขึ้น แม้แต่หลักธรรมในพันธสัญญาใหม่ และของประทานทั้งหมด ที่พระเจ้าทรงประทานให้ ก็ยังถูกซาตานฉกฉวยไปใช้ ในการทำให้ผู้คนเบี่ยงเบนจากพระคริสต์ ไปสู่สิ่งที่เขาเรียกกันว่า ของประทานและคำสอน ถ้าดูสถานการณ์โดยรวม เราก็จะตระหนักว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียม และประทานให้เพื่อใช้ในการสำเร็จ แผนการบริหารของพระองค์นั้น ล้วนถูกศัตรูฉกฉวยไปใช้ ทำให้ผู้คนเบี่ยงเบนไป จากแผนการบริหารของพระเจ้า.
 
สิ่งที่เรียกกันว่า คริสตจักรของคริสเตียนในวันนี้ มีทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ และยังประกาศว่า ตนมีของประทานมากมายอีกด้วย แต่ถ้าเรามีนิมิตฝ่ายสวรรค์ เกี่ยวกับพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งต้องการได้มาซึ่งคริสตจักร เราก็จะร้องไห้กับสถานการณ์เช่นนี้นอกจากพวกต่างชาติและชาวยิวแล้ว แม้แต่พวกคริสเตียนก็ยังเบี่ยงเบน จากพระคริสต์และพระกายของพระองค์ ไปสู่สิ่งอื่นศาสนาคริสต์กลุ่มที่ยึดหลักข้อเชื่อมูลฐาน ได้แต่บอกเราว่า พระเจ้าทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์ มาตายบนกางเขน เพื่อช่วยให้เรารอดจากนรกถ้าเราเชื่อในพระองค์ เราก็จะได้รับความรอด, ความบาปของเราจะได้รับการอภัย, และวันหนึ่งเราก็จะขึ้นสวรรค์ในแง่หนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถูกต้อง แต่ท่านเคยไหมที่จะได้ยินข่าวสารซึ่งกล่าวว่า จุดมุ่งหมายของพระเจ้า คือการนำตัวของพระองค์ มากระทำเข้าสู่ภายในเรา โดยพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณนั้น เพื่อพระคริสต์จะถูกสำแดงออก โดยพระกายของพระองค์ และจะทรงรวบรวมทั้งจักรวาล ให้อยู่ภายใต้ความเป็นประมุขของพระองค์? เราไม่เห็นทัศนคติเช่นนี้ ในศาสนาคริสต์ กลุ่มที่ยึดหลักข้อเชื่อมูลฐานเลยสิ่งเดียวที่คริสเตียนส่วนใหญ่รู้ก็คือ พระเจ้าทรงรักเรา และถ้าเราเชื่อในพระองค์ วันหนึ่งหลังจากที่เราเสียชีวิตแล้ว เราก็จะไปร่วมอาศัยอยู่ด้วยกัน กับพระองค์ในสวรรค์ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!  คริสเตียนบางคนซึ่งเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ ก็ไปเสาะหาการสำแดงของประทาน ให้ปรากฏเพื่อจะพิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์เดชทว่าแม้แต่คนเหล่านี้ ก็ยังคงละเลยไปซึ่ง แนวคิดศูนย์กลางของพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า พวกเขาเคยเห็นนิมิต แห่งแผนการบริหารของพระเจ้าแล้ว.
 
ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า เราจำเป็นต้องมีอาหาร, น้ำ, ที่อยู่อาศัย, อาชีพการงาน, และยานพาหนะ แต่เราไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อสิ่งเหล่านี้สิ่งเหล่านี้ต้องมีไว้เพื่อเราต่างหาก!  หากเราแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าก็จะทรงดูแลเราในด้านสิ่งเหล่านี้ (มธ.6:31-33)สิ่งเหล่านี้ต้องมีไว้เพื่อเรา และเราก็ต้องเป็นอยู่ เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าเราสามารถเป็นพยานได้ จากประสบการณ์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ถ้าเราคำนึงถึง พระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงดูแล ความต้องการของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ ในเรื่องนี้อย่างยิ่งถ้าเราคำนึงถึงสิทธิ ประโยชน์ของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงดูแลเรา พระคัมภีร์และของประทาน ก็มีไว้เพื่อแผนการบริหารของพระเจ้าคำสอนและ[1]พันธกิจทั้งปวง ล้วนต้องมีไว้ เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งสิ้น.
 
ในเอเฟโซ ซึ่งเป็นหนังสือจดหมายหลัก ที่กล่าวถึงคริสตจักรนั้น ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งของฝ่ายวัตถุ, ความรู้, หรือของประทานใดๆ ของประทานที่กล่าวไว้ในบทที่ 4 นั้นหมายถึง บุคคลที่มีของประทาน เช่น อัครทูต, ผู้เผยพระวจนะ, ผู้ประกาศกิตติคุณ, และผู้เลี้ยงกับอาจารย์ ไม่ได้เอ่ยถึงการพูดภาษาต่างๆ, การรักษาโรค, หรือของประทานฝ่ายวิญญาณ อย่างที่เขาเรียกกันแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งของฝ่ายวัตถุ, ความรู้, หรือของประทาน แต่กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ อันหาที่สุดไม่ได้ของพระคริสต์ ผู้เป็นพระวิญญาณนั้นนี่ไม่ใช่พระคริสต์ที่อยู่ภายนอก แต่เป็นพระคริสต์ที่อยู่ภายใน เพราะพระองค์จะต้องพักพิงอยู่ในเรา.
 
เอเฟโซ 3:17 กล่าวว่า "เพื่อพระคริสต์จะได้พักพิง อยู่ในใจของท่านโดยความเชื่อ."  พระองค์ต้องเป็นชีวิตของเรา และเราจะต้องเป็นบ้านของพระองค์ ส่วนที่จะเป็นบ้านของพระองค์นั้น ไม่ใช่ร่างกายของเรา แต่เป็นใจของเราใจประกอบไปด้วยทุกส่วนของจิต และส่วนหนึ่งของวิญญาณ ซึ่งก็คือมโนธรรม ดังนั้นใจจึงครอบคลุมถึงความคิด, อารมณ์, ความตั้งใจ, และมโนธรรมบัดนี้พระคริสต์ทรงอยู่ในวิญญาณของเรา แต่พระองค์ทรงพยายาม ที่จะพักพิงอยู่ในใจของเราเมื่อถึงตอนนั้น เราจะถูกเติมเต็มจนกลายเป็น ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้านี่ไม่ใช่สิ่งของฝ่ายวัตถุ ไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ของประทาน และไม่ใช่การปรากฏใดๆ ทางภายนอกด้วย แต่เป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า!
 
เอเฟโซบทที่ 1 กล่าวถึงการประทับตราหมาย ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 13) พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงถูกใส่ไว้ในตัวเรา ในฐานะที่เป็นตราประทับนี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายนอก แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายใน ในบทที่ 2 กล่าวถึงคนใหม่ที่ถูกเนรมิตสร้างขึ้น โดยพระคริสต์และในพระคริสต์ (ข้อ 15)พระคริสต์ทรงเนรมิตสร้าง คนใหม่คนเดียว ซึ่งประกอบด้วยชาวยิว และพวกต่างชาติขึ้นในพระองค์เองคริสตจักรเป็นสิ่งที่ออกมาจาก พระคริสต์โดยสิ้นเชิง เหมือนกับที่เอวาออกมาจากอาดาม เอวาเป็นส่วนหนึ่งของอาดาม และถูกชักออกมาจากอาดามฉันใด คนใหม่ซึ่งก็คือคริสตจักร ก็เป็นส่วนหนึ่งของพระคริสต์ และถูกนำออกมาจากพระองค์ฉันนั้น บทที่ 3 กล่าวถึง ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ ผู้จะพักพิงอยู่ในใจของเรา จากนั้นในบทที่ 4 แสดงให้เห็นว่า เราจะเติบโตขึ้นอย่างไร บนพื้นฐานแห่งประสบการณ์ ที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ อันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ของพระคริสต์ ซึ่งกล่าวไว้ในบทที่ 3 โดยประสบการณ์เหล่านี้ เราจึงบรรลุถึง ขนาดตามรูปร่าง แห่งความบริบูรณ์ของพระคริสต์เมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะไม่หันไปเหมา ด้วยลมปากแห่งหลักธรรม หรือคำสั่งสอน โปรดสังเกตว่า เปาโลไม่ได้กล่าวว่า ลมปากแห่งมิจฉาลัทธิ แต่กล่าวว่าลมปากแห่งคำสั่งสอน เราจะไม่หันไปเหมาโดยลมปาก แห่งคำสั่งสอนที่แตกต่างกัน แต่เราต้องเติบโตขึ้น ในทุกอย่างเข้าสู่พระคริสต์จากนั้นเราก็จะได้รับ สิ่งที่มาจากพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ เพื่อจะนำไปแบ่งปันกับผู้อื่น และคริสตจักรก็จะถูกก่อสร้างขึ้น.
 
หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับความรอด ข้าพเจ้าก็หิวกระหาย ความรู้ในพระคัมภีร์ ไม่ต่างกับคริสเตียน ที่เป็นอนุชนอีกมากมาย ในเวลานั้นข้าพเจ้าได้พบกับผู้เชื่อกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเน้นถึงความรู้ในพระคัมภีร์ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ใช้เวลามากมาย อยู่กับพวกเขาเพื่อแสวงหาความรู้ ในพระคัมภีร์หลังจากนั้นอีกประมาณ 6-7 ปี ทางภาคเหนือของประเทศจีน ก็เกิดขบวนการพระคุณฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นขบวนการ ที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ทั่วทั้งภาคเหนือของจีน สั่นสะเทือนได้ภายในเวลาไม่กี่ปี มีคนได้รับความรอดนับพันคน และยังมีการพูดภาษาต่างๆ, การอัศจรรย์, และหมายสำคัญอีกมากมายข้าพเจ้าได้ไปหาคนเหล่านั้น เพื่อจะศึกษาสภาพการณ์ของพวกเขา ในที่สุดองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ทรงให้ข้าพเจ้าเกิดความชัดเจนว่า คนเหล่านี้ไม่มีทางก่อสร้าง พระกายของพระคริสต์ขึ้นมา โดยแนวทางเช่นนั้นได้พระกายของพระคริสต์ ไม่อาจก่อสร้างขึ้นมาโดยความรู้ และไม่อาจก่อสร้างขึ้น โดยของประทาน หรือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แม้ในเวลานั้น ข้าพเจ้ายังขาดความชัดเจน ต่อหนังสือเอเฟโซ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ทรงให้ข้าพเจ้าเกิดความชัดเจน โดยประสบการณ์ว่า มีเพียงพระคริสต์ ผู้เป็นชีวิตของเราเท่านั้น จึงจะก่อสร้างคริสตจักรขึ้นมาได้มีเพียงการมีประสบการณ์ ต่อพระคริสต์เท่านั้น ที่สามารถก่อสร้างคริสตจักรได้ ไม่ใช่ความรู้หรือของประทานใดๆ ความรู้และของประทาน อาจมีส่วนช่วยได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่คริสตจักร ก็ไม่อาจถูกก่อสร้างขึ้นมา โดยสิ่งเหล่านี้ได้คริสตจักรต้องถูกก่อสร้างโดยพระคริสต์.
 
ในหนังสือที่เกี่ยวกับคริสตจักรเล่มนี้ ไม่ได้กล่าวถึงของประทาน หรือความรู้เลย มีแต่กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ อันหาที่สุดไม่ได้ของพระคริสต์ ผู้จะพักพิงอยู่ในใจของเราเท่านั้น ในพันธสัญญาใหม่ ของประทานกับความรู้ และการอัศจรรย์กับหมายสำคัญ ก็มีบทบาทอยู่บ้าง แต่วิถีทางหลัก ในการที่พระกายของพระคริสต์ จะถูกก่อสร้างขึ้นนั้น จะต้องอาศัยพระคริสต์ ในฐานะที่เป็นชีวิตของเราในแง่หนึ่งข้าพเจ้าก็ยอมรับถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีความรู้และของประทาน แต่คริสเตียนมากมาย กลับไม่ยอมรับถึง ความจำเป็นที่เขาจะต้องมีประสบการณ์ ทางภายในต่อพระคริสต์นี่ก็คือปัญหา ข้าพเจ้ารู้ว่า เขาต้องการยาบางชนิด แต่เขากลับไม่ยอมรับว่า เขายังต้องการอาหารแข็งด้วย ตั้งแต่ท่านเริ่มเป็นคริสเตียนเป็นต้นมา ท่านเคยได้ยินข่าวสารที่กล่าวถึง การมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ ทางภายในสักกี่ตอน? แต่หนังสือเอเฟโซเกือบทุกบท ล้วนกล่าวถึงเรื่องนี้.
 
วันนี้คริสเตียนมากมายกล่าวว่า เอเฟโซเป็นหนังสือ ที่มีเพื่อคริสตจักร แต่พวกเขากลับละเลยกุญแจสำคัญ ซึ่งก็คือประสบการณ์ทางภายใน ที่มีต่อพระคริสต์ หากเราไม่มีประสบการณ์ ทางภายในต่อพระคริสต์ เราก็ไม่อาจมีความเที่ยงแท้ ของคริสตจักรได้.
 
หนังสือเอเฟโซคือ หัวใจของพระคัมภีร์ และหัวใจของหนังสือเล่มนี้ อยู่ในข้อ 16-19 ของบทที่ 3 ให้เรามาดูข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มจากข้อ 14 เพื่อเราจะมีนิมิตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อัครทูตเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า "เพราะเหตุนี้...." "เหตุนี้" คืออะไร?  สาเหตุนี้ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ท่านได้กล่าวไว้ ในข้อและบทก่อนหน้านี้ อย่างแน่นอน กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงวางโครงการ และกำหนดไว้ล่วงหน้า ให้คริสตจักรได้รับฐานะแห่งบุตร เพื่อมาสำแดงพระเจ้า, เพื่อให้ศัตรูได้รู้ถึง พระปัญญาของพระเจ้า, และเพื่อรวบรวมสิ่งสารพัดไว้ ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวในพระคริสต์เปาโลกล่าวว่า "เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าลงต่อพระบิดา ซึ่งทุกครอบครัว ทั้งในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี และที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดี ล้วนได้รับนามชื่อมาจากพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดแก่ท่านทั้งหลาย ตามความอุดมสมบูรณ์ แห่งสง่าราศีของพระองค์ เพื่อท่านจะได้รับการเพิ่มกำลัง เข้าสู่มนุษย์ภายใน ด้วยฤทธิ์เดช โดยพระวิญญาณของพระองค์" (อฟ.3:14-16) เปาโลคุกเข่าทูลขอ เพราะเหตุพระประสงค์ ที่นิรันดร์ของพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าจะทรงเพิ่มกำลัง เข้าสู่มนุษย์ภายใน ของวิสุทธิชนทั้งหลายมนุษย์ภายในซึ่งก็คือ วิญญาณมนุษย์ของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่ และมีพระคริสต์ทรงอาศัยอยู่ภายในนั้น จำเป็นต้องได้รับการเพิ่มกำลัง.
 
เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ ให้มีสามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และกาย ถ้าข้าพเจ้าถามว่า "ตามความเข้าใจของท่านแล้ว ส่วนใดเข้มแข็งที่สุด?"  ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่ซื่อตรงจะตอบว่า จิตเป็นส่วนที่เข้มแข็งที่สุด เพราะจิตก็คือตัวเอง จิตก็ประกอบไปด้วยสามส่วนคือ ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ ในสามส่วนของจิตนี้ ส่วนใดเข้มแข็งที่สุด?  ข้าพเจ้าคิดว่า เราทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ส่วนที่เข้มแข็งที่สุดคือความคิด ความคิดของเราเข้มแข็งก็จริง แต่วิญญาณของเรานั้นอ่อนแอมากนี่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้อย่างง่ายดายถ้าเราปล่อยให้ทุกคนได้เสวนากัน ทุกคนก็จะพูด เพราะต่างก็มีความคิดที่เข้มแข็ง และกระตือรือร้นมาก แต่ถ้ามีคนบอกว่า "เรามาอธิษฐานกันเถิด" ทุกคนก็จะเงียบกริบ และทั้งห้องก็จะเงียบเชียบ ราวกับสุสานทันที สาเหตุที่เราเงียบ ก็เป็นเพราะมนุษย์ภายในของเรา ยังอ่อนแอ ซึ่งก็หมายความว่า วิญญาณของเรายังอ่อนแอนั่นเอง.
 
ด้วยเหตุนี้อัครทูตเปาโล จึงไม่ได้อธิษฐานอย่างขอไปทีเพราะเหตุพระประสงค์ของพระเจ้า และเพราะเหตุคริสตจักร เขาจึงคุกเข่าทูลขอพระบิดา ให้ทรงเพิ่มกำลัง เข้าสู่มนุษย์ภายในของเรา วิญญาณของเราต้องได้รับการเพิ่มกำลัง เราไม่จำเป็นต้องเสวนาอะไรเลย เรายิ่งคุยและโต้แย้งกัน เราก็ยิ่งฝึกความคิดของเราแม้ความคิดของเรา จะได้รับการพัฒนา มากจนเกินไปแล้ว แต่เราก็ยังคงพัฒนาความคิดต่อไปเมื่อเซลล์ใดๆ ในร่างกายมีการพัฒนามากจนเกินควร ก็จะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งจะนำไปสู่ความตายถ้าเราสามารถเปลี่ยนการพูดคุย และการเสวนาให้กลายเป็น การอธิษฐานได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง!  เราต้องลืมความคิด, จินตนาการ, ความเข้าใจ, และทัศนคติของเราเสีย แล้วคุกเข่าลงต่อพระบิดา เพื่อจะฝึกฝนวิญญาณของเรา ในการอธิษฐาน เราไม่ใช่แค่อธิษฐานเช่นนี้ เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอธิษฐานเช่นนี้เป็นประจำ!
 
ในการฝึกฝนวิญญาณของเรา เพื่อจะอธิษฐานนั้น เราต้องมีการกลับใจ ศัพท์คำว่า "กลับใจ" ในภาษากรีกนั้นหมายถึง "การหันความคิด."  เมื่อเรากลับใจ โดยการหันความคิดของเราจากสิ่งอื่น มาสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า มโนธรรมของเรา ก็จะถูกฝึกให้เป็นพยาน ถึงสิ่งที่เราทำผิด และสิ่งที่เราต้องสารภาพเป็นพิเศษโดยการกลับใจ เราได้หันความคิดของเรา สู่องค์พระผู้เป็นเจ้า และโดยการสารภาพบาป เราก็ได้ฝึกฝนมโนธรรมของเราความคิดและมโนธรรม คือสองส่วนหลักของใจเนื่องจากใจโอบล้อมวิญญาณเอาไว้ ใจจึงเป็นประตูทางเข้าสู่วิญญาณ โดยการกลับใจและการสารภาพบาป ความคิดและมโนธรรม ซึ่งเป็นสองส่วนหลักของใจ ก็ถูกเปิดออกเมื่อนั้นประตูทางเข้าสู่วิญญาณ จึงเปิดออก เพื่อให้องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้เสด็จเข้ามามากยิ่งขึ้น เพื่อจะเติมเต็ม และเพิ่มกำลังให้แก่วิญญาณของเรา เมื่อเรากลับใจและสารภาพบาปเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ อารมณ์ของเราจะมีความรัก ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นความตั้งใจของเรา ก็เลือกสรรที่จะแสวงหา องค์พระผู้เป็นเจ้า กรณีนี้ก็หมายความว่า ทุกส่วนของใจล้วนมีการฝึกฝน และเปิดออก เพื่อให้วิญญาณมีอิสระ ที่จะต้อนรับพระคริสต์ได้มากขึ้นในเวลานี้ องค์พระผู้เป็นเจ้า ในฐานะพระวิญญาณที่มีชีวิต ก็จะเติมเต็มสู่ภายในวิญญาณ และเพิ่มกำลังแก่วิญญาณของเรา และพระคริสต์ก็จะทรงพักพิง อยู่ในใจของเราอย่างอัตโนมัติ.
 
เมื่อวิญญาณของเรา ได้รับการเพิ่มกำลังแล้ว พระคริสต์ก็จะพักพิง อยู่ในทุกส่วนแห่งใจของเรา ได้มากยิ่งขึ้นแม้ในเวลานี้พระคริสต์ จะทรงอยู่ในวิญญาณของเรา แต่พระองค์ก็ทรงถูกจองจำไว้ที่นั่น เพราะความคิดของเรายังตั้งอยู่ที่สิ่งอื่น และมโนธรรมของเราก็ไม่มีการฝึกฝนเนื่องจากพระคริสต์ทรงถูกจองจำ อยู่ในวิญญาณของเรา เราจึงต้องกลับใจ โดยการหันความคิดของเรา สู่พระองค์จากนั้นเรายังต้องสารภาพ ความบาปของเรา และทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เรารักพระองค์ และเลือกที่จะแสวงหาพระองค์โดยการทำเช่นนี้ ทั้งใจของเราก็จะเปิดออกต่อพระคริสต์ ให้พระองค์ทรงเติมเต็ม และเพิ่มกำลังแก่วิญญาณของเรา จากนั้นพระองค์ก็จะทรงแผ่ขยาย จากวิญญาณของเรา เพื่อไปพักพิงอยู่ในใจของเรากรณีนี้ก็หมายความว่า ทั่วทั้งตัวเราจะกลายเป็น ที่ประทับของพระองค์ และเป็นบ้านของพระองค์.
 
จากนั้นอัครทูตก็พูดต่อไปว่า "เพื่อพระคริสต์จะได้พักพิงอยู่ในใจของท่าน โดยความเชื่อ เพื่อเมื่อท่านหยั่งราก และวางฐานลงแล้วในความรัก ท่านจะได้มีกำลังอย่างเต็มเปี่ยม ที่จะเข้าใจพร้อมกับวิสุทธิชนทั้งหมดว่า อะไรเป็นความกว้าง, อะไรเป็นความยาว, อะไรเป็นความสูง, และอะไรเป็นความลึก และจะได้รู้จักความรักของพระคริสต์ ซึ่งเหนือล้ำกว่าความรู้ เพื่อท่านจะได้รับการเติมเต็ม จนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้น ของพระเจ้า" (ข้อ 17-19) คำว่า "หยั่งรากและวางฐาน" ในข้อ 17 นั้นมีความหมายมาก การหยั่งรากหมายถึง การเติบโตในชีวิต ส่วนการวางฐานหมายถึง การถูกก่อสร้างขึ้น ดังนั้นศัพท์สองคำนี้จึงหมายความว่า เราต้องเติบโตและถูกก่อสร้างขึ้นเราต้องหยั่งรากและวางฐาน ลงในความรัก เพื่อเราจะเข้มแข็งพอที่จะหยั่งรู้ได้ว่า อะไรคือความกว้าง, ยาว, สูง, และลึก ซึ่งก็ไม่ได้หยั่งรู้โดยตัวเราเอง แต่เป็นการหยั่งรู้ ร่วมกับเหล่าวิสุทธิชน อย่างเป็นกลุ่มชน กรณีนี้ก็หมายความว่า เมื่อเรามีพระคริสต์ พักพิงอยู่ในใจของเราแล้ว เราจึงจะเข้าสนิทกับวิสุทธิชนทั้งหลายเราไม่อาจถูกก่อสร้างเข้าด้วยกัน โดยความรู้ได้ เรายิ่งมีความรู้มาก ก็ยิ่งมีการถกเถียง และการแตกแยกกันมากแต่เมื่อเรามีพระคริสต์พักพิง อยู่ในตัวเรา เราก็จะลืมความรู้, การแตกแยก, และสิ่งอื่นไปจนหมดสิ้นเราจะได้แต่ทูลพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพเจ้าข้าพเจ้ายังมีตัวของพระองค์ไม่พอข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความรู้ แต่ขาดแคลนตัวของพระองค์ ของประทานข้าพเจ้าก็มีอยู่มากมาย แต่ข้าพเจ้าขาดพระองค์."
 
เราจะสามารถก่อสร้างเข้าด้วยกัน กับวิสุทธิชนทั้งหมดได้ ก็ต่อเมื่อพระคริสต์ ทรงสามารถพักพิงอยู่ในใจของเราแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า พระองค์จะทรงครอบครองทุกส่วน ทางภายในของเรานั่นเอง เราจะไม่ใช่ปัจเจกชนอีกต่อไป แต่เราจะถูกก่อสร้างขึ้น เป็นกลุ่มชนร่วมกับวิสุทธิชนทั้งหมด เพื่อจะได้รับรู้ถึงขนาด ที่ไม่อาจหยั่งวัดได้ของพระคริสต์ความกว้างนั้นกว้างเท่าใด? ความยาวนั้นยาวเท่าใด? ความสูงนั้นสูงเท่าใด? ความลึกนั้นลึกเท่าใด? สิ่งเหล่านี้ก็คือมิติของพระคริสต์!  พระคริสต์ทรงเป็นความกว้าง, ความยาว, ความสูง, และความลึก พระองค์นั้นไม่อาจหยั่งวัดได้ และไร้ขอบเขตจำกัดเราต้องตระหนักถึงความอุดมสมบูรณ์ อันหาที่สุดไม่ได้ของพระคริสต์ และถูกเติมเต็ม จนกลายเป็นความบริบูรณ์ ทั้งสิ้นของพระเจ้า เราอย่าไปเติมเต็มด้วยสิ่งของฝ่ายวัตถุ, ความรู้ในพระคัมภีร์, หรือของประทานฝ่ายวิญญาณ อย่างที่เขาเรียกกัน แต่เราต้องถูกเติมเต็ม ด้วยตัวของพระเจ้าเองมีเพียงพระองค์เท่านั้น ที่จะทำให้พระกายสำเร็จเป็นจริงได้ ไม่อย่างนั้น แม้เราจะกล่าวถึงชีวิตแห่งพระกาย แต่ก็จะไม่มีความเที่ยงแท้ความเที่ยงแท้ของชีวิตแห่งพระกาย ก็คือประสบการณ์ทางภายใน ที่มีต่อพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน.
 
เราทุกคนต้องคุกเข่า และนำข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ มาอ่านอธิษฐาน จนกระทั่งนิมิตฝ่ายสวรรค์ ได้ถูกเปิดเผยสู่ภายในเรา ข้าพเจ้าขอย้ำว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ทางภายนอก เหมือนอย่างความรู้, ของประทาน, และหมายสำคัญ แต่เป็นประสบการณ์ทางภายใน ที่มีต่อพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน มนุษย์ภายในต้องได้รับการเพิ่มกำลัง เพื่อพระคริสต์จะได้พักพิง อยู่ในใจของเรา เพื่อเราจะถูกเติมเต็มทางภายใน จนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้น ของพระเจ้าโดยประสบการณ์ทางภายในเหล่านี้ ที่มีต่อพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน เราจึงสามารถถูกก่อสร้างขึ้น ด้วยกันกับวิสุทธิชนทั้งหมดได้.
 
เมื่อเรามุ่งหน้าไปสู่บทที่ 4 ข้อแรกของบทนี้ก็ใช้คำว่า "เหตุฉะนั้น."  นี่ก็หมายความว่า สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะพูดต่อไปนั้น มีพื้นฐานอยู่บนถ้อยคำ ที่เขาได้กล่าวไว้แล้ว เรารู้ว่าบทที่ 4 นั้นกล่าวถึงการดำเนินชีวิตแห่งพระกาย และการก่อสร้างพระกาย ในบทนั้นบอกเราอย่างชัดเจนว่า พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ จะไม่ก่อสร้าง พระกายของพระองค์โดยตรง แต่จะทรงก่อสร้าง โดยผ่านบุคคลที่มีของประทาน ซึ่งก็คือ อัครทูต, ผู้เผยพระวจนะ, ผู้ประกาศกิตติคุณ, และผู้เลี้ยงกับอาจารย์ทว่าแม้แต่คนเหล่านี้เอง ก็ไม่ได้ก่อสร้างคริสตจักรขึ้นโดยตรง แต่จะคอยสำเร็จวิสุทธิชนทั้งหลาย โดยการนำพระคริสต์มาหล่อเลี้ยง ให้วิสุทธิชนเหล่านี้ เติบโตจนได้มีประสบการณ์ทางภายใน ต่อพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน และเติบโตขึ้น ในทุกอย่างเข้าสู่พระองค์ ในด้านหนึ่ง พระคริสต์ทรงพักพิงอยู่ในใจของพวกเขา โดยการครอบครองทั่วทั้งตัวของเขา ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาจะเติบโตขึ้น ในทุกอย่างเข้าสู่พระคริสต์จากนั้นพวกเขาก็จะได้รับ สิ่งที่มาจากพระคริสต์ และนำพระองค์มาแบ่งปัน ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้พระกายเพิ่มพูน จนบรรลุถึงการก่อสร้างตนเองขึ้น ในความรักโดยประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์ ในลักษณะนี้ พวกเขาจึงถูกก่อสร้างขึ้นเป็นพระกาย.
 
ดังนั้นปัจจัยที่เป็นกุญแจสำคัญ ของการก่อสร้างคริสตจักรก็คือ ประสบการณ์ทางภายใน ที่มีต่อพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน บุคคลที่มีของประทาน ไม่ได้นำของประทานมาหล่อเลี้ยง แก่เหล่าวิสุทธิชนสิ่งเดียวที่พวกเขานำมาหล่อเลี้ยง แก่วิสุทธิชนทั้งหลายก็คือ ความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ ของพระคริสต์ ซึ่งเขาได้ประสบการณ์มาก่อน เพื่อให้วิสุทธิชนเหล่านี้ ได้รับการสำเร็จในพระคริสต์ และเติบโตเข้าสู่พระองค์ ถ้าเรานำสองบทนี้ไปอ่านให้ละเอียด และอ่านอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระองค์จะทรงประทานนิมิต ให้เราเห็นว่า นี่ก็คือหนทางเดียว ที่คริสตจักรจะถูกก่อสร้างขึ้นมาได้!
 
ข้าพเจ้าต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คริสตจักรไม่ได้ถูกก่อสร้างขึ้น โดยความรู้หรือของประทาน เรายิ่งมีความรู้มาก ก็ยิ่งมีการแตกแยกมากเรายิ่งมีของประทานมาก ก็ยิ่งมีปัญหามากมีเพียงประสบการณ์ทางภายใน ซึ่งมีต่อพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตเท่านั้น จึงจะทำให้เรามีความเที่ยงแท้ ของชีวิตคริสตจักรได้ มนุษย์ภายในจะต้องได้รับการเพิ่มกำลัง พระคริสต์จึงจะพักพิงอยู่ในใจของเรา และเราจึงจะเติบโตขึ้น ในทุกอย่างเข้าสู่พระองค์ได้จากนั้นเราก็จะถูกเติมเต็ม จนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้น ของพระเจ้า โดยพระเจ้าผู้นี้ เราทั้งหลายก็จะถูกก่อสร้างเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นที่ประทับ ของพระเจ้าในวิญญาณ.