Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ


 สถิติวันนี้ 70 คน
 สถิติเมื่อวาน 227 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
1470 คน
17147 คน
498837 คน
เริ่มเมื่อ 2009-11-26




 

 


มีเวลาเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า
 
ในหนังสือที่ แอนดรูว์ เมอเรย์ กล่าวถึงการอธิษฐานนั้น เขาเล่าว่าในการประชุม ของผู้ปรนนิบัติครั้งหนึ่ง ประธานในที่ประชุมได้ถามว่า "ในที่นี้มีใครอธิษฐานวันละ 30 นาทีทุกวัน โปรดยกมือขึ้น."  ท่ามกลางผู้คนมากมายในที่ประชุม มีผู้ยกมือขึ้นมาเพียงคนเดียวเท่านั้น!  จากนั้นประธาน ก็ขอให้ผู้ที่อธิษฐานทุกวัน วันละ 15 นาทียกมือขึ้นผู้ที่ยกมือขึ้นมา ก็มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อเขาถามต่อไปว่า ใครได้อธิษฐานห้านาทีทุกวัน ส่วนที่เหลือจึงยกมือขึ้น สถานการณ์ท่ามกลางเราในทุกวันนี้ ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? เราทุกคนต้องถามตัวเองว่า "ในแต่ละวัน ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาเข้าเฝ้า องค์พระผู้เป็นเจ้านานเท่าไร?"  ท่ามกลางคริสเตียนในทุกวันนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือ ทุกวันเราต้องมีเวลามาอ่านพระคำ และอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
ในขอบเขตทางกายภาพนั้น แต่ละวันเราต้องใช้เวลา เพื่อจะได้รับการบำรุงเลี้ยงทางกายภาพ โดยการกินอาหารทางกายภาพ ถ้าอย่างนั้น เราก็ยิ่งต้องใช้เวลา เพื่อจะได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ โดยการกินอาหารฝ่ายวิญญาณตามสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ คริสเตียนแทบทุกคนรู้ว่าจะต้องศึกษา, ท่องจำ, ใคร่ครวญ, และค้นคว้าพระคัมภีร์กันอย่างไร จึงจะได้ความรู้ แต่น้อยคนที่รู้ว่า จะอ่านพระคำของพระเจ้าอย่างไร จึงจะได้รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า และต้อนรับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ.
 
ในเมื่อเรามีพระเจ้า ทรงพระชนม์อยู่ภายในเรา ในแต่ละวันเราจึงต้องแบ่งเวลาออกมา อ่านพระคำของพระเจ้า เพื่อรับสุขพระองค์, กินพระองค์เป็นอาหาร, และต้อนรับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ ประสบการณ์และคำพยานของผู้อื่น ช่วยให้เรารู้ได้อย่างชัดเจนว่า ในแต่ละวันเราต้องมีเวลาเข้าเฝ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างน้อย 30 นาที เพื่อมาติดต่อกับพระองค์ และได้รับการเพิ่มกำลังโดยพระองค์ ในช่วงเวลาดังกล่าว เราต้อง อ่านพระคำและ อธิษฐาน ซึ่งเวลาแค่ 10 นาทีย่อมไม่พอที่จะทำเช่นนั้นได้ดีถ้าจะอ่านพระคำและอธิษฐานให้ดี เราต้องมีเวลานานกว่านั้น ถึงจะมีเวลาอ่านพระคำ และอธิษฐานครึ่งชั่วโมงก็ยังสั้นเกินไป แต่เราย่อมหาเวลาครึ่งชั่วโมง มาเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทุกวัน เพื่อมาอ่านอธิษฐานพระคำของพระองค์ และเวลาที่ดีที่สุด ในการทำเรื่องนี้ก็คือเวลาเช้า.
 
ในช่วงเวลา 30 นาทีนี้ เราต้องลืมความรู้, ข่าวสาร, การเคลื่อนไหว, หรือการงานใดๆ ทั้งสิ้น เราต้องลืมสิ่งเหล่านี้ไปให้หมด และทุ่มเทความสนใจทั้งหมด ให้กับการใช้เวลาเข้าเฝ้า เบื้องพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า ให้มากและเหมาะสม ในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า แต่ละวันคริสเตียนทุกคน ต้องถูกนำเข้าสู่ประสบการณ์เช่นนี้ เป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเรียนรู้ ที่จะไม่ใช้ความคิดมากจนเกินไป แต่ให้ฝึกฝนวิญญาณของเราอย่างง่ายๆ โดยการอ่านอธิษฐานอย่างน้อย วันละ 30 นาที ถ้าคริสเตียนคนใด มีเวลาเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในแต่ละวันไม่ถึง 30 นาที เขาย่อมไม่มีทางอยู่ฝ่ายวิญญาณ หรือมีพลานามัยที่ดีได้ นี่เป็นหลักการที่แน่นอน ถ้าไม่ได้กินทุกวัน ใครจะมีสุขภาพดีได้?
 
ถ้าเราได้ทำเช่นนี้ไปสักระยะหนึ่ง องค์พระผู้เป็นเจ้า ก็จะทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในตัวเราอย่างใหญ่หลวง ประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์ จะยิ่งลึกซึ้ง และเราก็จะมีผลโน้มน้าวต่อผู้อื่น อย่างแพร่หลายในที่สุด สถานการณ์ทั้งหมดในท่ามกลางเรา ก็จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่โดยการสอน, การศึกษา, หรือการเคี่ยวเข็ญ แต่โดยการติดต่อกับองค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
ในการใช้เวลาเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรานั้น เราต้องจ่ายราคา เราอย่ารักเตียงนอน นานจนเกินไปในเวลาเช้า ครั้งหนึ่ง วอท์ชแมน นี เคยบอกเราว่า ถ้าเรารักเตียงนอน เราก็ไม่มีทางรักองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ การเลือกสรรระหว่างองค์พระผู้เป็นเจ้า และเตียงนอนของเรานั้น ช่างเป็นการสู้รบ สำหรับเราทุกคนอย่างแท้จริง.
 
ถ้าเราได้รับพระเมตตา และพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนมีความปรารถนา และตกลงที่จะหาเวลามาเข้าเฝ้า เบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ให้มากขึ้นในแต่ละวันแล้ว เราควรทำอย่างไรดี?  เราต้องใช้สื่อกลางใด ในการสัมผัสกับพระคำของพระเจ้า เพื่อจะได้รับการบำรุงเลี้ยง และการรับสุข?  เราต้องเรียนรู้ ที่จะทำเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือต้องนำการอ่านพระคำ กับการอธิษฐานของเรา มาผสมกลมกลืนกัน เราต้องติดต่อกับองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยนำการอ่านพระคัมภีร์ มาผสมกลมกลืนกับการอธิษฐานของเรา และนำการอธิษฐาน มาผสมกลมกลืน กับการอ่านพระคัมภีร์ของเรานี่คือสาเหตุที่เราใช้คำว่า "อ่านอธิษฐาน" ซึ่งเป็นศัพท์ใหม่ เราต้องอ่านอธิษฐานพระคำ.
 
ตอนแรกท่านควรเริ่มด้วย การอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าสั้นๆ อย่างอัตโนมัติ จากนั้นก็เปิดพระคัมภีร์แล้วเริ่มอ่าน ขณะที่ท่านอ่าน ท่านก็ใช้สิ่งที่ท่านอ่าน ในการตอบรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนที่ท่านจะอธิษฐาน ก็อย่าอ่านข้อพระคัมภีร์หลายข้อจนเกินไป อย่าอ่านย่อหน้าที่ยาวๆ หรือช่วงตอนที่ยาวๆ ขณะที่ท่านอ่านนั้น ท่านก็โต้ตอบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าไปด้วย โดยการอธิษฐาน.
 
อย่าอธิษฐานด้วยประโยคยืดยาว และไม่ต้องไปอธิษฐานเผื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพื่อทูลขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงทำบางสิ่งเพื่อท่าน จงเรียนรู้ที่จะอธิษฐานด้วยพระคำ ที่ท่านได้อ่าน อย่างง่ายๆการอธิษฐานที่มีคุณค่า ซึ่งเป็นการอธิษฐาน ที่ได้สัมผัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น คือการพูดออก ซึ่งผลสะท้อนทางภายใน ซึ่งท่านได้รับมาในขณะที่อ่านพระคำ.
 
เวลา 30 นาทีในแต่ละวันนี้ เราไม่ควรใช้ในการทูลขอ ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ควรใช้เพื่อจะคงอยู่ในการสามัคคีธรรม กับพระองค์และรับสุขพระองค์ เรายิ่งรับสุขพระองค์ พระองค์ก็ยิ่งชอบพระทัยถ้าเราทูลขอให้พระองค์ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ พระองค์ก็จะตรัสว่า "เด็กโง่เอ๋ย เจ้าไม่จำเป็นต้องขอ ให้เราทำเรื่องเหล่านี้เลย เพราะเราสามารถจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้อยู่แล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำก็มีแค่การมารับสุขเราเท่านั้น."
 
ในพันธสัญญาใหม่นั้น องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระคำของพระเจ้า เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ "ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า มีพระคำเขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะมีชีวิตเป็นอยู่ ด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่ด้วยบรรดาพระคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า'" (มธ.4:4) พระคำทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ก็คืออาหารฝ่ายวิญญาณ ที่มาบำรุงเลี้ยงเราพระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึง ผู้ที่กินพระคำของพระเจ้า อย่างน้อยสามรายด้วยกัน รายแรกคือยิระมะยา ผู้กล่าวว่า "พระคำของพระองค์ ข้าพเจ้าได้พบแล้ว และข้าพเจ้าได้กินคำนั้น..." (ยรม.15:16) ข้อความนี้ไม่ได้เป็นไปตามทัศนคติ ฝ่ายมนุษย์ของเรา ถ้าประโยคนี้ ไม่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์ เราย่อมไม่มีทางคิดว่า เราต้องกินพระคำของพระเจ้าแน่นอน เราอาจกล่าวว่า เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ พระคำและศึกษาพระคำอย่างดีที่สุดก็แค่พูดว่า เราต้องต้อนรับพระคำของพระเจ้า แต่เราจะไม่มีทางใช้คำว่า "กิน!"  ยิระมะยากินพระคำของพระเจ้า นี่ก็หมายความว่า เขาได้ต้อนรับพระคำเข้าสู่ตัวเขา, ดูดซึมพระคำนั้น, และทำให้พระคำนั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาเอง.
 
ในข้อเดียวกันนี้ ยิระมะยายังได้กล่าวว่า "พระคำของพระองค์ ได้กลายเป็นความชื่นบาน และความยินดีแห่งใจของข้าพเจ้า."  นี่ก็คือการรับสุขชนิดหนึ่ง หลังจากที่ได้กินพระคำแล้ว พระคำนั้นก็กลายเป็นความชื่นบาน ทั้งยังเป็นความยินดีด้วย ความยินดีเป็นประสบการณ์ทางภายใน ส่วนความชื่นบาน จะสำแดงออกมาทางภายนอก.  พระคำของพระเจ้าคือ การรับสุขอย่างหนึ่ง หลังจากที่ได้ต้อนรับพระคำของพระเจ้า เข้าสู่ภายในและได้ดูดซึมเข้าสู่ตัวเราแล้ว พระคำนั้นก็จะกลายเป็นความยินดี ที่อยู่ภายในและความชื่นบาน ที่อยู่ภายนอกของเรา.
 
นอกจากนี้ก็ยังมีพระคัมภีร์อีกหลายข้อ ซึ่งได้เปิดเผยถึงแนวคิดเช่นนี้แก่เรา ดาวิดกล่าวว่า"พระคำของพระองค์ ข้าพเจ้าชิมแล้วช่างหวานยิ่งนัก!  หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง เมื่อถึงปากของข้าพเจ้า!" (บพส.119:103)พระคำคือการรับสุขอย่างหนึ่ง ชิมแล้วยังหวานกว่า และน่าชื่นใจยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีกจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เราจึงตระหนักว่า พระคำของพระเจ้า ไม่ได้มีไว้ให้เราเรียนรู้เท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นยังมีไว้ให้เราชิม, กิน, รับสุข, และย่อยด้วย.
 
จากนั้น 1 เปโตร 2:2-3 ได้ให้เรามองเห็นว่า การกินพระคำก็คือ การลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้า"ดั่งทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมอันบริสุทธิ์แห่งพระคำ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เติบโตขึ้น จนได้รับความรอดด้วยน้ำนมแห่งพระคำนี้ หากท่านได้ลิ้มรสดูจนรู้แล้วว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าช่างดีเลิศ."  ในข้อ 2 มีการกินพระคำ ส่วนข้อ 3 กล่าวถึงการลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อเรากินพระคำของพระเจ้า เป็นการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณของเรา เราก็ได้ลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้นเราจึงต้องกินพระคำ เหมือนกับยิระมะยา เช่นนี้เราจึงจะได้รับสุข องค์พระผู้เป็นเจ้าและต้อนรับ การบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ.
 
ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ 1 ติโมเธียว 4:6ข: "ท่านก็จะเป็นผู้ปฏิบัติอันดี ของพระคริสต์เยซู คือได้รับการบำรุงเลี้ยง ด้วยถ้อยคำแห่งหลักความเชื่อ."  ท่านอาจอยู่ในศาสนาคริสต์มาหลายปีแล้ว แต่ท่านเคยคิดไหมว่า ท่านต้องได้รับการบำรุงเลี้ยง ด้วยพระคำของพระเจ้า?  เรามักจะคิดอยู่เสมอว่าเราต้องได้รับ "การสอน" ในพระคำ, โดยพระคำ, และด้วยพระคำ เหมือนเป็นกฎอย่างหนึ่ง มีคริสเตียนสักกี่คน ที่สังเกตเห็นคำว่า "บำรุงเลี้ยง"? มีสักกี่คนเคยได้ยินข่าวสารที่เน้นถึง ความสำคัญของการได้รับ การบำรุงเลี้ยงด้วยพระคำ?
 
แต่ในทัศนคติของอัครทูตเปาโลเห็นว่า พระคำของพระเจ้าคือ อาหารที่บำรุงเลี้ยงลูกๆ ของพระเจ้า เราต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยพระคำ ไม่ใช่แค่รับการสอนเท่านั้นสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า สำหรับการบำรุงเลี้ยง!  ฮาลีลูยา เราต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยพระคำ ไม่ใช่แค่รับคำสอนตามตัวอักษร!  สิ่งที่เปาโลเน้นความสำคัญ ไม่ใช่การสอนให้มีความรู้ แต่เป็นการบำรุงเลี้ยง ด้วยความอุดมสมบูรณ์แห่งพระคำ.
 
เมื่อเรามาอ่านพระคัมภีร์ เรามีจุดมุ่งหมายอย่างไร?  หลายปีที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายของเราคือการได้รู้, เรียนรู้, หรือเข้าใจบางสิ่งบางอย่างมิใช่หรือ? เรามีทัศนคติว่า พระคัมภีร์เป็นคำสอนอย่างหนึ่ง เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยหลักธรรมดังนั้นเมื่อมาอ่านพระคำ เราจึงมุ่งหมายว่าจะทำความเข้าใจ และรู้ถึงเรื่องราวบางอย่างจากพระคัมภีร์อย่างไรก็ดี เราไม่ควรเอาแต่ฝึกฝนความคิดที่ยอดเยี่ยม กับความเข้าใจที่น่าพิศวงของเรา เพื่อจะทำความเข้าใจต่อพระคำของพระเจ้า เราต้องลืมสิ่งเหล่านี้ไปให้หมด เราไม่ควรตีค่าความคิด หรือชื่นชมความเข้าใจของเรามากจนเกินไปเราต้องเป็นคนตาบอด และกระทั่งเป็นคนเขลา มายังพระคำของพระเจ้าอย่างง่ายๆ แล้วฝึกฝนวิญญาณของเรา ในการอ่านอธิษฐานจงลืมหนทางเก่าตามประเพณีไปให้หมด!
 
ถ้าเราไม่รู้ว่าจะอ่านอธิษฐานอย่างไร เราย่อมจะอธิษฐานอย่างนี้:เราจะตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ แล้วรู้สึกว่าเราต้องอธิษฐานก่อน จากนั้น เราก็จะอธิษฐานว่า: "พระองค์เจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระองค์ ช่างทรงดีเหลือเกิน ... ทรงประทานสันติสุขให้แก่ข้าพเจ้า ... ทรงคุ้มครองข้าพเจ้า ให้พ้นจากภัยอันตรายทุกชนิด...." ทันใดนั้น ท่านก็นึกขึ้นได้ว่า ท่านจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง: "โอ ข้าพเจ้าจะเดินทาง ... ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าในการเดินทาง ... ให้ปลอดภัย ... จากอุบัติเหตุทางรถยนต์...." จากนั้นก็ลังเลใจสักครู่ แล้วค่อยอธิษฐานต่อไปว่า "ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่ง อยู่ที่ประเทศเวียดนาม ... พระองค์เจ้าข้า โปรดระลึกถึงเขา ... ระลึกถึงคุณเจมส์ซึ่งอยู่ที่เวียดนาม ... ระลึกถึงคุณทอม ซึ่งอยู่ที่เยอรมันตะวันตกด้วย ... พระองค์เจ้าข้า ทอมอยู่ที่นั่น ... เขาต้องได้รับการคุ้มครองจากพระองค์ ...."
 
กรุณาตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า การอธิษฐานประเภทนี้ช่วยอะไรเราได้บ้าง? นี่ก็คือแนวทางในการอธิษฐาน ของคริสเตียนส่วนใหญ่ แต่ว่าพวกเขาเคยได้รับ การบำรุงเลี้ยงบ้างไหม?  เขาเคยได้รับสิ่ง ที่ทำให้เขาเต็มไปด้วยความยินดีทางภายใน และความชื่นบานทางภายนอกบ้างไหม?  ไม่มีเลย!
 
แนวทางที่ถูกต้องนั้นเป็นดังนี้: ตอนแรกให้มาอ่านอธิษฐานพระคัมภีร์ท่านไม่จำเป็นต้องปิดตาในขณะที่อธิษฐาน ตาของท่านต้องมองที่พระคำ ในพระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่มนั้น ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวที่กล่าวว่า เราควรปิดตาอธิษฐาน แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่กล่าวว่า พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ และตรัสว่า "พระบิดา..." (ยฮ.17:1) พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ขณะที่ทรงอธิษฐาน! เราไม่ขอเถียงกันในเชิงหลักธรรม แต่เราต้องตระหนักว่า เราไม่จำเป็นต้องปิดตาเพื่อจะอธิษฐานเพียงแค่ดูที่หน้าที่พิมพ์ไว้ว่า "เมื่อเดิมนั้น...."  จากนั้นก็อธิษฐานจากส่วนลึกภายใน โดยที่ตายังคงจับจ้องอยู่ที่พระคำว่า "โอ พระเยซู 'เมื่อเดิมนั้น!' พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ 'เมื่อเดิมนั้น พระคำเป็นอยู่แล้ว.' ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่า พระคำคืออะไร แต่พระคำก็เป็นอยู่แล้ว ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์!  'เมื่อเดิมนั้น!' ฮาลีลูยา! 'เมื่อเดิมนั้น!' โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า 'เมื่อเดิมนั้น พระคำเป็นอยู่แล้ว และพระคำนั้นได้อยู่กับพระเจ้า และพระคำนั้นเป็นพระเจ้า.'" ลองอธิษฐานด้วยวิธีนี้ดูก็ใช้ได้แล้วบางทีท่านอาจจะไปใช้อีกข้อหนึ่งก็ได้"เหตุฉะนั้น บัดนี้จึงไม่มีการปรับโทษ."  "โอ พระเยซู 'เหตุฉะนั้น บัดนี้จึงไม่มีการปรับโทษ.'  โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า 'บัดนี้ไม่มีการปรับโทษ.'  อาเมน'บัดนี้.'  โอ พระองค์เจ้าข้า 'บัดนี้.'  อาเมน!  'บัดนี้จึงไม่มีการปรับโทษ.'  สรรเสริญพระองค์!  ฮาลีลูยา!  'ไม่มีการปรับโทษ.'" ฯลฯ
 
ขณะที่เราอ่านอธิษฐาน เราไม่ต้องไปแต่งประโยค หรือเรียบเรียงคำอธิษฐานแต่อย่างใดเพียงแค่อ่านอธิษฐาน พระคำก็ใช้ได้แล้ว จงเอาข้อความในพระคัมภีร์ มาอธิษฐานแบบตรงไปตรงมา สุดท้ายท่านก็จะมองเห็นว่า พระคัมภีร์ทั้งเล่มก็คือ หนังสือแห่งการอธิษฐาน!  ไม่ใช่แค่ "คำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า" เท่านั้นที่เป็นคำอธิษฐาน แต่พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ก็เป็นคำอธิษฐานด้วยไม่ว่าท่านเปิดพระคัมภีร์ไปที่หน้าใด, บรรทัดใด, หรือข้อความใดก็ตาม ท่านก็สามารถใช้พระคำนั้น มาอธิษฐานได้เลยถ้าท่านอ่านอธิษฐานเช่นนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ต่อไปสัก 30 นาที ท่านก็จะได้เห็นว่า สิ่งที่ท่านได้รับมานั้น ช่างเต็มไปด้วยการฉายส่อง, การรดน้ำ, การบำรุงเลี้ยง, ความสดชื่น, การเพิ่มกำลัง, และความอิ่มหนำยิ่งนัก เวลา 30 นาทีนี้จะทำให้ท่านได้รับ อาหารเช้าฝ่ายวิญญาณ ซึ่งจะดำรงอยู่ไปตลอดทั้งวัน!
 
แม้ท่านอาจจะไม่เข้าใจ ข้อความบางตอน แต่ท่านก็ยังคงได้รับการบำรุงเลี้ยง เพราะในพระคำของพระเจ้า มีบางสิ่งที่เป็นของพระองค์จริงๆพระคำของพระเจ้าก็คือ ลมปราณของพระองค์ใน 2 ติโมเธียว 3:16 กล่าวว่า "พระคัมภีร์ทุกตอน ล้วนเป็นลมปราณที่พระเจ้าได้ระบายออก."
 
พระคัมภีร์ไม่ใช่ สิ่งที่เราจะนำไปเรียนรู้อย่างเดียว เราต้องตระหนักว่า นี่คือหนังสือแห่งชีวิต ไม่ใช่หนังสือแห่งความรู้หนังสือเล่มนี้คือ การแปรสภาพที่เป็นรูปธรรม อันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิญญาณนั้น ผู้ทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ก็ทรงเป็นชีวิตด้วยแนวทางที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่แค่มาศึกษาหรือเรียนรู้ แต่เป็นการติดต่อกับพระคำ ด้วยการฝึกฝนวิญญาณของเรา มาอ่านอธิษฐาน ผู้คนมากมายได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือแนวทางที่ถูกต้องแนวทางในการอ่านพระคัมภีร์เช่นนี้ ได้ปฏิรูปชีวิตของพวกเขา ถ้าท่านลองทำเช่นนี้ทุกเช้า ไปสักห้าวัน ท่านก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงด้วยทัศนคติที่ท่านมีต่อพระคัมภีร์ จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ในตอนแรกอาจยังได้ผลไม่ดีนัก แต่ถ้าฝึกต่อไป ท่านก็จะสัมผัสกับพระวิญญาณ ผู้ทรงพระชนม์.
 
สิ่งที่จำเป็นสำหรับคริสตจักรในวันนี้ ไม่ใช่การมีความรู้ หรือคำสอนมากขึ้น แต่เป็นการบำรุงเลี้ยง และหนทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงบำรุงเลี้ยงพระกายของพระองค์ ก็โดยอาศัยพระคำของพระองค์นั่นเององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจดจ่อรอคอย เพื่อหาทางที่จะบำรุงเลี้ยงเรา และกลายเป็นการรับสุขของเรา การอ่านอธิษฐานก็คือหนทางนั้น โดยการอธิษฐานเช่นนี้ ความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระคริสต์ ก็จะถูกนำเข้าสู่เรา กระทั่งถูกกระทำเข้าสู่เรา ไม่มีคำสอน, หลักธรรม, หรือความรู้ใดๆ ที่สามารถกระทำให้พระคริสต์ เข้าสู่ภายในเราได้มากขนาดนี้.  มีเพียงการอธิษฐานเช่นนี้เท่านั้น ที่สามารถกระทำได้ ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงต้องเรียนรู้ ที่จะอธิษฐานเช่นนี้ในที่สุด เราก็จะถูกนำออกจากตัวเราเอง, ซาบซ่านไปด้วยพระคริสต์, และซึมซาบไปด้วยพระวิญญาณนั้น.