Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ


 สถิติวันนี้ 41 คน
 สถิติเมื่อวาน 20 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
903 คน
4152 คน
485842 คน
เริ่มเมื่อ 2009-11-26




 

 





ส่วนลึกตอบรับส่วนลึก
ข้อพระคัมภีร์: บพส.42:7; มก.4:5-6; ยซย.39:1-6; 2กธ.12:1-4; กจ.5:1-5
 
บทเพลงสรรเสริญ 42:7 กล่าวว่า "ส่วนลึกตอบรับส่วนลึก."  มีเพียงเสียงเรียกจากส่วนลึกเท่านั้น จึงจะเร่งเร้าให้เกิดการตอบรับจากส่วนลึกได้สิ่งที่ตื้นเขิน ย่อมไม่อาจสัมผัสกับสิ่งที่ลึกซึ้ง และสิ่งที่ผิวเผิน ก็ไม่อาจสัมผัสกับสิ่งที่อยู่ภายในได้มีเพียงส่วนลึก จึงจะตอบรับกับส่วนลึกได้สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้ออกมาจากส่วนลึก ก็ไม่สามารถสัมผัสกับส่วนลึกได้ ส่วนลึกที่อยู่ภายในของผู้อื่น จะตอบรับเฉพาะสิ่งที่ออกมาจากส่วนลึก ที่อยู่ภายในของเราเท่านั้น ขณะที่เราไปฟังข่าวสารที่ไหนสักแห่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่จะสามารถสัมผัสกับเราได้ ก็คือสิ่งที่ออกมาจากส่วนลึกของผู้อื่นนั่นเองถ้าไม่มีอะไรออกมาจากส่วนลึกเลย เราก็ได้รับการช่วยเหลือแค่ผิวเผินเท่านั้นเราต้องมองเห็นความสำคัญของส่วนลึกสิ่งใดที่ไม่ได้ออกมาจากส่วนลึก ย่อมไม่มีทางเข้าถึงส่วนลึกของผู้อื่นได้ถ้าประโยชน์หรือการช่วยเหลือ ที่เราได้รับไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนลึกแล้ว ก็จะไม่มีสิ่งใดออกมาจากส่วนลึกของเราได้ถ้าเราต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ในด้านฝ่ายวิญญาณ ก็ต้องมีบางสิ่ง ที่ออกมาจากส่วนลึกของเรา ถ้าเราไม่ขุดลงไปให้ลึก เราก็ไม่มีทางได้ตัวผู้อื่นเลยหากคำพูดของเรา ไม่ได้ออกมาจากส่วนลึก ต่อให้เราได้อารมณ์ และความคิดของเขา กระทั่งทำให้เขาร้องไห้, มีความสุข, หรือตื่นเต้นได้ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ตาม เราก็ยังไม่อาจสัมผัสกับส่วนลึก ที่อยู่ในผู้อื่นได้อยู่ดี มีเพียงส่วนลึก จึงตอบรับกับส่วนลึกได้ ถ้อยคำที่ตื้นเขินนั้น ย่อมไม่มีทางสัมผัสกับส่วนลึกของผู้อื่นได้.
 
รากที่ลึก
ในการประกาศกิตติคุณ และการต้อนรับพระคำนั้น มีหลักการอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในคำอุปมาเรื่องผู้หว่าน ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสไว้ขณะที่ผู้หว่านได้ทำการหว่านนั้น บางเมล็ดตกอยู่ริมหนทาง, บางเมล็ดตกในที่มีหินมากดินน้อย, บางเมล็ดตกอยู่ท่ามกลางพงหนาม, และบางเมล็ดก็ตกลงที่ดินดี เรื่องนี้ให้เรามองเห็นถึงท่าทีของมนุษย์ ที่แตกต่างกันสี่รูปแบบ ในการต้อนรับพระคำองค์พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า หนึ่งในท่ามกลางสภาพการณ์ที่แตกต่างกันนี้ ก็คือสภาพที่มีหินมากดินน้อย ซึ่งมีดินอยู่เล็กน้อยที่ผิวดิน แต่ข้างใต้กลับมีหินเป็นจำนวนมาก เมื่อเมล็ดตกลงในดินชนิดนี้ ก็จะงอกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เมล็ดนั้นก็เหี่ยวแห้งไปเพราะขาดราก.
 
รากคืออะไร? รากคือสิ่งที่เติบโตอยู่ใต้พื้นดินใบคืออะไร? ใบคือสิ่งที่เติบโตอยู่เหนือพื้นดินพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รากคือชีวิตที่ซ่อนเร้น ส่วนใบคือชีวิตที่ปรากฏออกมา ปัญหาของคริสเตียนหลายคนก็คือ เขามีชีวิตที่ปรากฏให้เห็น แต่มีชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่น้อยมาก พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาขาดการดำเนินชีวิตที่ซ่อนเร้นนั่นเองท่านเองก็เป็นคริสเตียนมาหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ?  ขอถามหน่อย ชีวิตของท่านมีส่วนที่ผู้อื่นมองไม่เห็น มีส่วนที่ผู้อื่นไม่รู้อยู่มากเท่าไร? ท่านเน้นที่การประพฤติทางภายนอกก็จริง แต่นอกจากการประพฤติดี ทางภายนอกเหล่านั้นแล้ว ท่านยังมีส่วนที่ไม่ประจักษ์แก่ตาอยู่อีกเท่าไร?  ถ้าท่านให้ผู้อื่นรู้ถึงประสบการณ์ ฝ่ายวิญญาณของท่านทั้งหมด ท่านก็จะไม่มีรากคุณธรรมที่ท่านมีอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ล้วนปรากฏต่อหน้าผู้คนหมดแล้ว หรือยังมีบางส่วนที่ผู้อื่นไม่รู้?  ถ้าประสบการณ์ทั้งหมดของท่าน ล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่ตา เช่นนั้นทุกอย่างที่ท่านมี ก็งอกขึ้นสู่เบื้องบน ไม่มีอะไรงอกลงข้างล่างเลย ในกรณีนี้ ท่านก็คือคนที่มีแต่ใบ ไม่มีราก และก็คือคนที่มีดินน้อย.
 
ในชีวิตคริสเตียนของเรานั้น ด้านหนึ่งเราจำเป็นที่จะต้องรู้จัก ความหมายแห่งพระกายของพระคริสต์ คือต้องมีการดำเนินชีวิตแห่งพระกาย แต่อีกด้านหนึ่ง เรายังต้องเรียนรู้ว่า ส่วนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทาน ให้กับแต่ละอวัยวะนั้น ก็มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างชัดเจนส่วนที่พระองค์ได้ประทาน ให้กับเราเป็นการส่วนตัวนั้น จะต้องถูกสงวนไว้ มิฉะนั้นก็จะสูญเสียไปซึ่งลักษณะเฉพาะตัวของมัน และเราก็จะไม่มีการใช้งานที่พิเศษใดๆ สำหรับพระเจ้า เมื่อส่วนที่พระเจ้า ทรงมอบให้แก่ท่านเป็นพิเศษนั้น ได้ถูกเปิดโปงออกมา มันก็จะเหี่ยวแห้งไป.
 
คำสอนขององค์พระเยซูเจ้า บนภูเขานั้นพิเศษมาก ในด้านหนึ่งพระองค์ตรัสว่า "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลกเมืองซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้" (มธ.5:14)นี่คือส่วนที่เปิดเผยขณะที่อีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ตรัสว่า "ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทาน อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น เพื่อทานของท่านจะเป็นทานลับ ... ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐาน จงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานขอจากพระบิดาของท่าน ผู้อยู่ในที่ลับลี้ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลับลี้จะทรงตอบแทนท่าน" (มธ.6:3-4, 6) ในด้านหนึ่ง ถ้าจะเป็นคริสเตียน ท่านต้องเปิดเผย ต้องมีการประกาศตัว จะเป็นอย่างลับๆ ไม่ได้ ทว่าในอีกด้านหนึ่งคริสเตียน ก็มีคุณธรรมอยู่มากมาย ซึ่งท่านควรจะปิดบังไว้ อย่าเผยให้ใครเห็น คริสเตียนที่เอาคุณธรรมทั้งหมดออกมา แห่แหนต่อหน้ามนุษย์ โดยที่ไม่มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกเลย ย่อมไม่มีราก และคนเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถทนต่อการทดลอง และการล่อลวงได้.
 
เราเป็นลูกขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาหลายปีแล้ว ขอองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเปิดตาให้เรามองเห็นว่า เรามีประสบการณ์ในส่วนที่ผู้อื่น ยังไม่รู้อยู่มากแค่ไหน?  ถ้าเอาส่วนที่ผู้อื่นรู้ออกไปแล้ว เราจะยังมีเหลืออยู่เท่าไร? ขอพระเจ้าทรงทำงานอยู่ภายในเรา เพื่อให้เราสามารถหยั่งรากลึกลงไปได้.
 
ประสบการณ์ในส่วนลึก
เปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอวด ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์อะไร" (2กธ.12:1) ท่านยอมรับว่าการเขียนสิ่งที่อยู่ใน 2 โกรินโธบทที่ 12 นั้น "ไม่มีประโยชน์" สำหรับตัวท่านเลยแต่ท่านจำใจต้องเขียนเพราะเห็นแก่ผู้อื่นท่านถูกบังคับให้ต้องกล่าวถึง "นิมิตและการเปิดเผยขององค์พระผู้เป็นเจ้า."  พี่น้องทั้งหลาย นี่ก็ควรจะเป็นท่าทีของเราเช่นกัน หลายคนไม่สามารถทน ต่อการทดสอบแห่งนิมิตและการเปิดเผยได้เมื่อมีประสบการณ์สักเล็กน้อย เราก็รีบเป่าแตรทันที และไม่นานใครๆ ก็รู้กันทั่ว เปาโลรู้ว่า การที่ท่านกล่าวถึงนิมิต และการเปิดเผยขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรต่อตัวท่านเองถ้าอย่างนั้นเหตุใดท่าน จึงเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้เล่า?  ท่านถูกบีบให้ทำเช่นนั้น เพราะมีบางคนสงสัย ในฐานะอัครทูตของท่าน ซึ่งเป็นปัญหาต่อพื้นฐาน แห่งความเชื่อของคริสเตียน.
 
แล้วเปาโลเล่าถึงทุกสิ่ง ที่ท่านได้รับการเปิดเผยหรือไม่?  ไม่เลยท่านกล่าวว่า "สิบสี่ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รู้จักคนหนึ่ง (ซึ่งคือตัวท่านเอง) ที่อยู่ในพระคริสต์ เขาถูกรับขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นสาม อาจอยู่ในกายหรือนอกกาย ข้าพเจ้าไม่ทราบ มีแต่พระเจ้าที่ทรงทราบ" (ข้อ 2) สิบสี่ปีแล้ว แต่ท่านไม่เคยเอ่ยถึงประสบการณ์นี้มาก่อนเลยเปาโลช่างเป็นผู้ที่ลึกยิ่งนัก!  ถ้าเราสามารถซ่อนสิ่งที่ได้มาจากพระเจ้า เอาไว้สักเจ็ดปีก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่เปาโลกลับซ่อนไว้ได้ถึง 14 ปี ตลอด 14 ปีนี้ คริสตจักรของพระเจ้า ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย และตลอด 14 ปีนี้ก็ไม่มีอัครทูตคนใด เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย เปาโลมีรากหยั่งลึกลงไปใต้ดิน!
 
อาจมีบางคนกล่าวว่า "เปาโล เราอยากฟังประสบการณ์ทั้งหมด ที่ท่านได้รับมาเมื่อ 14 ปีก่อน ช่วยเล่าประสบการณ์ของท่าน ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นสามด้วยเถิด เราจะได้รับการช่วยเหลือมากยิ่งขึ้น."  แต่ท่านกลับกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้รู้จักคนเช่นนั้น (อาจอยู่ในกายหรือนอกกาย ข้าพเจ้าไม่ทราบ มีแต่พระเจ้าที่ทรงทราบ) คนนั้นถูกรับขึ้นไปยังสวนบรมสุขเกษม และได้ยินถ้อยคำที่ไม่อาจจะเอ่ยออกมาได้ ซึ่งไม่อนุญาตให้มนุษย์พูด" (ข้อ 3-4) กระทั่งทุกวันนี้ ประสบการณ์นี้ของเปาโล ก็ยังไม่ถูกถอนรากขึ้นมา และยังคงไม่มีใครรู้ถึงประสบการณ์นั้น.
 
พี่น้องทั้งหลาย เรื่องของรากนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดถ้าท่านอยากมีการงานอย่างเปาโล ท่านก็ต้องมี "ราก" ของเปาโล; ถ้าท่านอยากมีการดำเนินชีวิตทางภายนอก อย่างเปาโล ท่านก็ต้องมีชีวิตทางภายในของเปาโล; ถ้าท่านอยากมีฤทธิ์เดช ที่ปรากฏแจ้งอย่างเปาโล ท่านก็ต้องมีประสบการณ์ ที่ซ่อนเร้นของเปาโล ปัญหาท่ามกลางลูกของพระเจ้า ในวันนี้คือ เขาไม่อาจเก็บซ่อนเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ ไม่อาจเก็บซ่อนประสบการณ์ ที่พิเศษเอาไว้ได้เลยเมื่อมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อย เขาก็ป่าวประกาศไปทั่ว การดำเนินชีวิตส่วนตัวของเขา ก็กระทำต่อหน้ามนุษย์ทั้งปวง ไม่มีส่วนใดซ่อนเร้นไว้ ไม่มีรากใดๆ เลย ขอให้พระเจ้าทรงสำแดง ให้เราเห็นถึงประสบการณ์ของเปาโล และทรงนำพาเราลงสู่ส่วนลึก!
 
การดำเนินชีวิตที่ตื้นเขิน
ยะซายาบทที่ 39 กล่าวว่า เมื่อข่าวการประชวร และหายประชวรของฮิศคียา ได้ไปถึงราชสำนักของบาบิโลน พวกเขาก็ให้คณะทูตนำราชสาร และเครื่องบรรณาการมาให้แก่ฮิศคียา แม้ฮิศคียา จะเป็นผู้ที่ได้รับพระคุณของพระเจ้า แต่ก็ไม่อาจทนต่อการทดสอบ แห่งพระคุณนี้ได้ พระคัมภีร์บันทึกว่า "ฮิศคียาทรงเปรมปรีดิ์เพราะเขาเหล่านั้น และทรงนำเขาชมคลังทรัพย์ของพระองค์ ชมเงิน, ทองคำ, เครื่องเทศ, น้ำมันหอมอย่างดี, และคลังแสงทั้งหมด, รวมถึงทุกอย่าง ที่มีอยู่ในท้องพระคลังของพระองค์" (ข้อ 2) ฮิศคียาไม่สามารถเอาชนะ ต่อการล่อลวงให้อวดทุกสิ่งที่ตนมีเขาเพิ่งได้รับการรักษาให้หาย จากความเจ็บป่วยอย่างอัศจรรย์ ย่อมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ และคิดว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่เหมือนกับเขา โดยเฉพาะการที่เงาของนาฬิกาแดดของอาฮาศ ถอยกลับไปสิบขั้น (38:8) จะมีสักกี่คนที่ได้รับนิมิตหมายเช่นนี้ ในเวลาที่พวกเขาได้รับการรักษาเล่า?  ฮิศคียาจึงอวดสมบัติของตน ด้วยความภาคภูมิใจ เรื่องนี้ย่อมแสดงว่า เขายังไม่ได้ถูกกางเขนจัดการชีวิตธรรมชาติของเขาก็ยังไม่ถูกจัดการเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รากของเขาถูกเผยออกมาจนหมดเปลือก ฮิศคียารู้อะไร มีอะไรเท่าไรบ้าง พวกบาบิโลนก็รู้หมด เนื่องจากเขาไม่มีราก ไม่มีชีวิตที่ซ่อนเร้นเช่นนี้ ยะซายาจึงกล่าวแก่เขาว่า "ขอทรงฟังพระวจนะ ของพระยะโฮวาจอมพลโยธา 'ดูเถิด วันนั้นกำลังจะมาถึง เมื่อทุกสิ่งที่อยู่ในวังของเจ้า และทุกสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้า ได้สะสมมาจนถึงทุกวันนี้ จะต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน จะไม่มีสิ่งใดเหลือเลย'" (39:5-6) นี่ก็หมายความว่า เราให้ผู้อื่นเห็นมากแค่ไหน เราก็จะสูญเสียไปมากแค่นั้นในชีวิตของเรา มีสิ่งที่นำไปอวดต่อหน้าผู้อื่นขนาดไหน เราก็ต้องสูญเสียไปขนาดนั้นนี่เป็นเรื่องที่เคร่งเครียด และเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจให้ดี.
 
อนิจจา มีผู้คนมากมายที่ไม่อาจอดกลั้น จึงเผยประสบการณ์ของตนออกมา และยิ่งได้พูดแล้วก็ต้องพูดให้สาแก่ใจนี่ก็เหมือนกับฮิศคียา ที่เปิดคลังทรัพย์ให้ผู้อื่นเห็นเคยมีพี่น้องชายคนหนึ่งกล่าวว่า "มีพี่น้องหลายคนเจ็บป่วยแล้วหายโรค จึงมาเป็นพยานได้ข้าพเจ้าเองก็อยากเจ็บป่วยบ้าง แต่อย่าให้ถึงตาย และหวังว่าพระเจ้าจะทรงรักษา ข้าพเจ้าจะได้มีเรื่องที่จะเป็นพยานได้บ้าง ในการประชุมครั้งต่อไป."  เหตุจูงใจที่พี่น้องคนนี้ อยากได้รับการรักษา ก็เพื่อให้เขาสามารถเป็นพยานได้ เขาแสวงหาประสบการณ์ เพราะอยากมีเรื่องที่จะพูดได้บ้าง โอ การดำเนินชีวิตที่ตื้นเขินเช่นนี้ จะทำให้เราต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ชีวิตที่ตื้นเขินนี้ จะทำให้เราไม่อาจก้าวหน้าได้ ในด้านฝ่ายวิญญาณ.
 
เป็นพยานโดยไม่เผยตัวเองออกมา
ถ้าอย่างนั้น เรายังควรเป็นพยานหรือไม่?  การเป็นพยานคือสิ่งที่สมควรกระทำ เปาโลเองก็เป็นพยาน และยังมีลูกของพระเจ้าอีกมากมาย ที่เป็นพยานกันมาทุกชั่วอายุ ทว่าการเป็นพยานนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการชอบอวดประสบการณ์ของตัวเอง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราเป็นพยานไปเพื่ออะไร?  เพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ หรือเป็นเพราะเราชอบพูด?  การชอบพูดกับการให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์นั้น เป็นสองเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสาเหตุที่เราเป็นพยาน ก็เป็นเพราะมีปัญหาเกิดขึ้น เราจึงจำใจต้องพูด การเป็นพยานไม่ใช่บทสนทนาหลังอาหาร หลายครั้ง การพูดเรื่อยเปื่อย ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ ฝ่ายวิญญาณของเรารั่วไหลออกไป เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงมีการนำพา เราก็ควรเป็นพยาน และที่เราเป็นพยาน ก็เพราะเราต้องการให้ผู้อื่นได้รับการช่วยเหลือใน 2 โกรินโธบทที่ 12 เปาโลก็เป็นพยาน แต่ไม่ใช่ว่าท่านเอาประสบการณ์ของท่าน เมื่อ 14 ปีก่อนมาพูดเรื่อยเปื่อย ท่านเก็บซ่อนประสบการณ์ของท่านไว้ถึง 14 ปีโดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยกระทั่งในเวลาที่ท่านได้เอ่ยถึงประสบการณ์นี้ ท่านก็ไม่ได้เล่าหมดทุกอย่างท่านเพียงแค่เอ่ยถึงเรื่องนี้เท่านั้น ไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด ท่านเพียงแต่เอ่ยว่า ท่านได้รับการเปิดเผยอย่างหนึ่ง และได้ยินถ้อยคำที่ไม่อาจจะเอ่ยออกมาได้เท่านั้น ท่านไม่ได้เล่าให้ฟังว่า ถ้อยคำที่ท่านได้ยินนั้นคืออะไรกระทั่งทุกวันนี้ สวรรค์ชั้นสามก็ยังคงเป็นข้อลับลึก และเราก็ยังคงไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร.
 
พี่น้องทั้งหลาย ทรัพย์สมบัติของเราคืออะไร?  ทองคำ, เงิน, เครื่องเทศ, และสิ่งล้ำค่าทั้งปวงของเราคืออะไร? คลังแสงของเราคืออะไร? เราต้องจำไว้ว่า ทองคำคือทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า, เงินคือทุกสิ่งที่มาจากการไถ่แห่งกางเขน, เครื่องเทศคือ สิ่งที่ไหลออกมาจากบาดแผลของเรา, สิ่งล้ำค่าคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักร, และคลังแสงคือ การงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเราได้รับมาจากพระเจ้า และจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่หลักธรรม, คำสอนที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์, หรือคริสตศาสนศาสตร์สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราได้รับมา จากสามัคคีธรรมกับพระเจ้า สิ่งต่างๆ มากมายที่เราได้มาจากการสามัคคีธรรม กับพระเจ้า, ไปมาหาสู่กับพระองค์, และรับการจัดการจากพระองค์นั้น หากนำไปพูดเรื่อยเปื่อย ก็เป็นสิ่งที่ผิดทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรเป็นพยาน แต่เราต้องตระหนักว่า มีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณอยู่หลายอย่าง ที่ต้องเก็บซ่อนไว้ พี่น้องทั้งหลาย นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน มีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณอยู่มากมาย ที่ต้องถูกเก็บซ่อนไว้ ไม่ควรถูกเผยออกมา.
 
บางครั้งองค์พระเยซูเจ้าก็ทรงเป็นพยาน แต่พระองค์ไม่ช่างพูด การเป็นพยานเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนช่างพูดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักษาคนป่วย แล้วทรงกำชับไม่ให้เขาบอกผู้อื่น โดยเฉพาะในกิตติคุณมาระโก พระองค์ทรงกำชับเช่นนี้เอาไว้หลายครั้งแต่ก็มีครั้งหนึ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงบอกคนผู้หนึ่งว่า "จงไปหาญาติมิตรของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกกับเขาทั้งหลาย ถึงเหตุการณ์ใหญ่ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงเมตตาแก่เจ้าอย่างไร" (มก.5:19)เราอาจพูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำเพื่อเราได้ แต่การพูดเรื่องนี้เพื่อกระจายข่าวนั้น เป็นการเผยตัวเอง นั่นคือผู้ที่ไม่มีราก ไม่มีรากก็คือ ไม่มีทรัพย์สมบัติที่ซ่อนเร้น ไม่มีชีวิตที่ซ่อนเร้น ไม่มีประสบการณ์ที่ซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้นมีประสบการณ์อยู่มากมาย ที่จำเป็นต้องถูกปกปิดไว้ ถ้าไม่ปกปิดไว้เลย เราก็จะสูญเสียไปหมด.
 
ขอให้เราจำไว้ด้วยว่า ถ้าเราอวดทรัพย์สมบัติต่อหน้าผู้อื่น เราก็จะตกเป็นเชลย โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ความตายกับการเผยตัวเองเป็นของคู่กัน และความแห้งแล้งฝ่ายวิญญาณ กับการเผยตัวเองก็เป็นของคู่กันด้วย ถ้าเราต้องเป็นพยาน เราก็ต้องเหมือนกับเปาโล ซึ่งโอ้อวดเพราะจำใจ "ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์อะไร" (2กธ.12:1)ซาตานมักโจมตี ในเวลาที่มนุษย์เผยตัวเองเสมอ การเผยตัวเองทุกรูปแบบ มีแต่จะทำให้เราสูญเสียหลายคนเป็นพยานว่า ตนเจ็บป่วยและได้รับการรักษา เพื่อสง่าราศีของพระเจ้า แต่ก็มีหลายคนที่เป็น0พยานถึง การรักษาเพื่อให้ความเชื่อของตนเอง ได้รับสง่าราศี ไม่ใช่ให้พระเจ้าได้รับสง่าราศีด้วยเหตุนี้ ความเจ็บป่วยจึงกลับมาเยือนอีก เมื่อคนเหล่านี้เป็นพยานไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยังคงถูกโจมตีด้วยเรื่องเดิมอีกกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงปกป้องผู้ที่ปกปิดรากของตน แต่จะไม่ทรงปกป้อง ผู้ที่เผยรากของตนออกมา คนเช่นนี้จึงถูกโจมตีดังนั้นหากพระเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นพยาน เราก็ต้องเป็นพยาน แต่มีหลายสิ่งที่ยังควรจะปิดซ่อนไว้สิ่งใดที่เราได้ปิดซ่อนไว้ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า พระองค์ก็ทรงปกป้องไว้ และเราก็จะได้รับสุขสิ่งนั้นด้วย.
 
การงานของเราก็เช่นเดียวกันโดยพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า จึงมีการงานบางอย่าง ที่พระเจ้าทรงกระทำสำเร็จ ผ่านมือของท่าน แต่จงจำไว้ว่า ท่านอย่าได้นำเรื่องนี้ไปโฆษณา หรือไปประชาสัมพันธ์แก่ผู้อื่น ถ้าเราเผยออกมา เราก็พบว่า การงานนั้นจะสัมผัสกับความตายทันทีท่านเผยออกมามากเท่าไร ความสูญเสียก็มากเท่านั้น เมื่อดาวิดนับจำนวนบุตรหลานชาวอิสราเอล ความตายก็คืบคลานเข้ามาทันที (2ซมอ.24) ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราหลุดพ้น จากการเผยตัวเองเช่นนี้.
 
สิ่งใดที่เป็นความลับของเรา กับองค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ต้องเก็บสงวนไว้เราได้แต่เคลื่อนไหว ตามการชี้แนะของพระเจ้า ที่อยู่ภายในเท่านั้น ถ้าพระองค์ทรงเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ให้เราเปิดเผยสิ่งใด เราถึงจะกล้าเปิดเผยสิ่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงประสงค์ ให้เราแบ่งปันประสบการณ์บางอย่าง กับพี่น้องคนหนึ่ง ถ้าเราเก็บกักไว้ ก็เท่ากับฝ่าฝืนกฎของอวัยวะ แห่งพระกายของพระคริสต์ อวัยวะนั้นมีกฎอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการสามัคคีธรรม หากเราฝืนกฎนี้ การหลั่งไหลก็จะหยุดลง เราต้องอยู่ในด้านบวก ไม่ใช่ด้านลบ และต้องนำชีวิตไปหล่อเลี้ยงแก่ผู้อื่นแต่ถ้าเราเอาแต่คิดถึงตัวเอง และพูดเรื่องตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความช่างพูดและการเผยตัวเองเช่นนี้ จะทำให้ศัตรูมีช่องโจมตีได้ ข้าพเจ้าหวังว่า ด้านหนึ่งเราจะได้เรียนรู้ว่า พระกายและการหลั่งไหลของชีวิต ในท่ามกลางอวัยวะทั้งหลายนั้นคืออะไร ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เราก็ยังคงมีส่วนที่ซ่อนเร้น อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า มีประสบการณ์ที่ผู้อื่นไม่รู้ รากที่เรามีอยู่นั้นอย่าได้เผยออกมา.
 
เมื่อเรายิ่งลงสู่ส่วนลึก ยิ่งหยั่งรากลึก เราก็จะพบว่า "ส่วนลึกตอบรับส่วนลึก." เมื่อเรามีสิ่งที่ออกมาจากส่วนลึกของเรา ส่วนลึกของผู้อื่นจึงจะถูกสัมผัสเมื่อภายในของเรามีการขยับเขยื้อน ผู้อื่นก็จะได้รับการช่วยเหลือ และการฉายส่องทันที พวกเขาจะรู้ได้ว่า ท่านมีบางสิ่งที่เกินกว่าความรู้ของพวกเขาเมื่อส่วนลึกสัมผัสกับส่วนลึก ส่วนลึกจึงจะตอบรับส่วนลึกได้ ถ้าหากชีวิตของเราไม่มีส่วนลึก การงานที่ผิวเผินของเรา ก็ได้แต่สัมผัสชีวิตของผู้อื่นอย่างผิวเผินเท่านั้น เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ส่วนลึกจะตอบรับกับส่วนลึกเท่านั้น.