Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ


 สถิติวันนี้ 19 คน
 สถิติเมื่อวาน 34 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
1371 คน
13233 คน
494923 คน
เริ่มเมื่อ 2009-11-26




 

 


หนทางอันแสนง่าย ที่จะสัมผัสองค์พระผู้เป็นเจ้า
 
ในหนังสือจดหมายของเปาโลนั้น ท่านได้เปิดเผยแก่เราอย่างชัดเจน และหนักแน่นถึงเป้าหมายที่สุดยอด หรือวัตถุประสงค์ ของการดำเนินชีวิตคริสเตียน ซึ่งก็คือ "เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้จักพระองค์" (ฟป.3:10);"สำหรับข้าพเจ้านั้น การที่มีชีวิตเป็นอยู่ก็คือพระคริสต์" (ฟป.1:21);"พระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเราทั้งหลาย" (กซ.3:4) จากพระคำเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า ความเที่ยงแท้และศูนย์กลาง ของชีวิตคริสเตียนก็คือ ตัวของพระคริสต์นั่นเอง.
 
ในฐานะที่คริสเตียนทุกคน ได้บังเกิดจากพระเจ้า และมีพระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ภายในเรา เราต้องได้รับพระเมตตา ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะหลุดพ้นจากการได้แต่จมอยู่ กับการศึกษาเกี่ยวกับพระคริสต์, กระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพระคริสต์, หรือแม้แต่การปรนนิบัติพระคริสต์ เพื่อจะถูกนำไปสู่ความเที่ยงแท้ ของการสัมผัสและ มีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ อย่างมีชีวิตชีวาทุกวัน โรม 5:10 เป็นพยานว่า "เพราะถ้าขณะที่เราเป็นศัตรู เรายังได้กลับคืนดีกับพระเจ้า โดยการตายแห่งพระบุตรของพระองค์ ครั้นเมื่อเราได้กลับคืนดีกันแล้ว เราก็จะได้รับความรอดในชีวิตของพระองค์ [แน่]ยิ่งกว่านั้นอีกมาก."  "ยิ่งกว่านั้นอีกมาก" นี้ต้องหมายถึง มีพระคริสต์มากขึ้นอย่างแน่นอน ประสบการณ์ที่คริสเตียนมีต่อความรอด ในระยะแรกเริ่มนั้น เป็นเรื่องที่อัศจรรย์จริงๆบัดนี้เขาเป็นผู้ที่ได้บังเกิดจากพระเจ้าแล้วก็จริง แต่เขายังต้องได้รับความรอด โดยชีวิตของพระคริสต์ "ยิ่งกว่านั้นอีกมาก" ทุกคนที่รู้จักพระคริสต์ ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดของเขา ย่อมสามารถ และต้องถูกนำเข้าสู่ประสบการณ์ที่ "ยิ่งกว่านั้นอีกมาก" นี้ ซึ่งก็คือเข้าสู่ความบริบูรณ์ และความเที่ยงแท้ของการดำเนินชีวิต ที่ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลางอย่างสิ้นเชิง คือมีประสบการณ์ต่อพระองค์, สัมผัสพระองค์, และการรับสุขพระองค์อยู่ตลอดเวลา.
 
การสำเร็จการไถ่
วันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสะดวกง่ายดาย สำหรับคริสเตียนทุกคน ให้พวกเขาสามารถติดต่อ และมีประสบการณ์กับพระองค์ ได้อย่างเต็มเปี่ยมและมีชีวิตชีวาพระคัมภีร์ได้เปิดเผยแก่เราว่า เมื่อเดิมนั้น พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า (ยฮ.1:1) อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าผู้นี้ก็ทรงกลายเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง เพื่อจะทรงอาศัยอยู่บนโลก (1:14) ทรงสำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางพวกเรา ในฐานะพระเมษโปดกของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รับการไถ่ (อฟ.1:7) และคืนดีกันกับพระเจ้า โดยการหลั่งพระโลหิตของพระองค์ นี่ช่างเป็นเรื่องที่สง่าราศียิ่งนัก! พระคริสต์ทรงกลายเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง, ทรงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกเป็นเวลา 33 ปีครึ่ง, และทรงสำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ทุกคนอย่างไรก็ดี ถ้าพระคริสต์ทรงหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ประสบการณ์ทั้งหมดของเรา ในฐานะคริสเตียนก็คงมีแค่นี้ด้วย แม้ทุกคนจะได้รับสุขการอภัยบาป แต่ก็ไม่มีใครได้รับความรอด โดยชีวิตของพระองค์แม้แต่คนเดียว ทั้งยังไม่มีใครอาจสัมผัส และมีประสบการณ์ต่อพระองค์ทุกวัน ในลักษณะที่ปฏิบัติได้จริงอีกด้วย ถ้าอย่างนั้น พระคริสต์ได้ทรงทำอะไรบ้าง เพื่อให้คริสเตียนทุกคน สามารถเข้าสู่ประสบการณ์ที่ "ยิ่งกว่านั้นอีกมาก" นี้?  พระองค์เพียงแค่ถูกตรึงกางเขน จากนั้นก็ถูกฝังเท่านั้นหรือ? จบลงเท่านี้เองหรือ? เราต้องสรรเสริญพระองค์ ที่ยังทรงมีเรื่องอื่นยิ่งกว่านั้นอีกมาก!
 
พระวิญญาณผู้ประทานชีวิต
ก่อนที่จะทรงถูกตรึงกางเขนไม่นาน พระองค์ทรงบอกเหล่าสาวกว่า พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางพวกเขา แต่พระองค์กำลังจะเสด็จไป เพื่อจะได้อยู่ในพวกเขา (ยฮ.14:16-20) เรื่องนี้จะสำเร็จลุล่วงได้อย่างไร?  ถ้าพระเยซูสิ้นพระชนม์ และทรงถูกฝังแล้วก็จบลงเท่านี้ พระองค์ก็ไม่สามารถ เข้าสู่เหล่าสาวกของพระองค์ในเวลานั้น และก็ไม่สามารถเข้าสู่พลไพร่ของพระองค์ ในวันนี้ได้ด้วย แต่สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า หลังจากที่พระองค์ทรงถูกฝังไปแล้วสามวัน พระองค์ก็ทรงทำลายพันธนาการแห่งความตาย และเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายตอนนี้ให้เราลองถามดูว่า:ทุกวันนี้ พระองค์ทรงอยู่ในรูปแบบใด? พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ!"แต่อาดามคนสุดท้าย (พระคริสต์) ได้กลายเป็นพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิต" (1กธ.15:45ข).
 
พระเยซูทรงบอกกับเหล่าสาวก ของพระองค์ว่า พระองค์จะเข้าสู่ภายในเขา ดังนั้นหลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา ในห้องที่ปิดประตูไว้ถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นพระวิญญาณ พระองค์ก็ไม่มีทางกระทำเช่นนี้ได้ ในข้อนั้นกล่าวว่า "พระองค์ทรงระบายลมปราณ เข้าสู่เขาทั้งหลายและตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงรับพระวิญญาณบริสุทธ์เถิด" (ยฮ.20:22) ในเวลานั้น พระเยซูซึ่งเดิมเคยอยู่ภายนอก อยู่ท่ามกลางพวกเขา ก็ได้เสด็จเข้าสู่ภายในเขา ถ้าพระคริสต์ไม่ได้เป็นพระวิญญาณ พระองค์ก็ไม่มีทาง ที่จะเข้าสู่ภายในเหล่าสาวกของพระองค์ได้"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น" (2กธ.3:17) และทุกคนที่ได้คืนดีกันกับพระเจ้า ก็มีพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตนี้ อาศัยอยู่ภายในพวกเขา เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยง ที่ครบสมบูรณ์ของเขา และเป็นทุกสิ่งที่เขาต้องการนับตั้งแต่ที่พระคริสต์ ทรงกลายเป็นพระวิญญาณนั้น และเสด็จเข้าสู่คริสเตียนทุกคนแล้ว บัดนี้พระองค์ก็ช่างทรงสะดวก ง่ายดายสำหรับพวกเขา เขาจึงสามารถติดต่อ, ประสบการณ์, และรับสุขพระองค์ได้อย่างง่ายดาย"เราก็จะได้รับความรอด ในชีวิตของพระองค์ยิ่งกว่านั้นอีกมาก."
 
ร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ล้วนอัศจรรย์ กระทั่งเป็นสุดยอดแห่งความมหัศจรรย์ คือที่พระคริสต์ทรงกลายเป็นมนุษย์คนหนึ่ง, สำเร็จการไถ่เพื่อเรา, กลายเป็นพระวิญญาณนั้น, และบัดนี้ได้เสด็จเข้าสู่ภายในเราทั้งหลาย เพื่อมาเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเราแต่บัดนี้เรายังต้องถามว่า เราจะสัมผัสและมีประสบการณ์ ต่อพระคริสต์ในลักษณะที่ปฏิบัติได้จริง อยู่ตลอดเวลากันอย่างไร ในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตของเรา? องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ประทานหนทางอันแสนง่ายแก่เราแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ร้องเรียกพระองค์ และเราก็จะสัมผัสกับพระองค์ ผู้เป็นการหล่อเลี้ยงที่ประทานชีวิต ในโรม 10:12ข-13 กล่าวว่า "ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ของคนทั้งปวง และทรง[มีความ]อุดมสมบูรณ์ แก่คนทั้งปวงที่ร้องเรียกพระองค์ เพราะว่า 'ทุกคนที่ร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็รอด.'"  ทัศนคติของเราในอดีตอาจเห็นว่า พระคัมภีร์สองข้อนี้ ใช้กับประสบการณ์ที่มีต่อความรอด ในระยะแรกเริ่มเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันคริสเตียนทุกคน ยังต้องได้รับความรอดจากความบาป, ตัวเอง, ความอ่อนแอของมนุษย์, และสิ่งของด้านลบอื่นๆ ในด้านบวก เขาก็ต้องได้รับการหล่อเลี้ยง ที่ครบสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย เพื่อบำรุงเลี้ยงและเพิ่มกำลังแก่เขา เพื่อเขาจะได้เติบโตเข้าสู่พระคริสต์ในทุกสิ่งหนทางที่ทำให้เรื่องนี้เป็นจริง ก็คือการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างง่ายๆพระองค์ทรงอุดมสมบูรณ์ ต่อทุกคนที่ร้องเรียกพระองค์ ใน 2 ติโมเธียว 2:22 เรามองเห็นว่า เปาโลได้กำชับติโมเธียว ให้ดำเนินชีวิตคริสเตียน ร่วมกับคนเหล่านั้น ที่ร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์.
 
พระเจ้าทรงประสงค์ให้ประสบการณ์ ที่คริสเตียนมีต่อพระคริสต์ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ต่อผู้เชื่อ และเป็นพยานต่อผู้คนที่อยู่ในโลก พยานของคริสเตียนในสมัยแรกนั้น เป็นอย่างไร?  พยานของพวกเขาคือ เขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่ร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า กิจการ 9:14 ได้ชี้ให้เราเห็นเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนที่เปาโลจะกลับใจเชื่อนั้น เขาเคยข่มเหงทุกคนที่ร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเขาได้รับอำนาจมาจากพวกหัวหน้าปุโรหิต ให้ไปผูกมัด ทุกคนซึ่งร้องออกพระนามของพระองค์ ใน 1 โกรินโธ 1:2 ก็ยืนยันถึงเรื่องนี้อีก โดยได้ชี้ให้เราเห็นว่า คริสเตียนในสมัยแรก เป็นผู้ที่ร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในทุกแห่งหน.
 
ทุกวันนี้ก็มีคริสเตียนอยู่มากมาย ที่เริ่มฝึกร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกๆ วัน, ทุกๆ ชั่วโมง, และทุกๆ เวลาจนเคยชิน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถปฏิบัติได้จริงพวกเขาได้ค้นพบด้วยความยินดีว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นทุกสิ่งที่เขาต้องการ และเขาก็สามารถสัมผัส และสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้ ทุกเวลาในทุกสถานการณ์ เพียงแค่ร้องเรียกพระองค์ ออกมาจากส่วนลึกที่อยู่ภายในเท่านั้น การที่เราร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่ควรเป็นทัศนะภายนอก เหมือนร้องเรียกพระคริสต์ ผู้ประทับอยู่ในฟ้าสวรรค์ทั้งหลาย แต่ต้องเป็นการร้องเรียกพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และทรงประทับอยู่ในวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22) โดยการร้องเรียกพระองค์ ออกมาจากส่วนลึกภายในเช่นนี้ เราก็จะรับรู้ถึงการหลั่งไหล และการสามัคคีธรรมของพระคริสต์ ที่อยู่ภายในเรา.
 
การนมัสการที่แท้จริง
"แต่เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้นมัสการที่แท้จริง จะนมัสการพระบิดา ในวิญญาณและความสัตย์จริง เพราะว่าพระบิดาเสาะหาคนเช่นนั้น มานมัสการพระองค์พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการในวิญญาณและความสัตย์จริง" (ยฮ.4:23-24) สำหรับคริสเตียนทุกคนนั้น การนมัสการแห่งการสามัคคีธรรมที่แท้จริงนี้ จะต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ และทำแล้วต้องให้ชีวิตการนมัสการที่แท้จริงในสองข้อนี้ ไม่ใช่การร่วมมีส่วนและ ถือรักษาหลักเกณฑ์, รูปแบบ, พิธีกรรม, หรือกฎระเบียบใดๆ แต่เป็นการร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้าออกมาจากส่วนลึกภายใน เพื่อติดต่อและสามัคคีธรรม กับพระเยซูคริสต์ผู้เป็นความจริง และความเที่ยงแท้ พระบิดาทรงปรารถนาให้เรารับสุข และมีส่วนร่วมในการนมัสการที่แท้จริงนี้ โดยการสัมผัสและสามัคคีธรรม กับพระบุตรของพระองค์ตลอดทั้งวัน ทุกๆ วันไม่ว่าในขณะที่เราอยู่ในที่ทำงาน, ในห้องเรียน, กำลังขับรถ, พูดคุยกับเพื่อน, หรืออยู่ในการประชุมร่วมกับคริสเตียนคนอื่นๆ ก็ตาม พระองค์ก็ยังคงปรารถนา ให้เราติดต่อและสามัคคีธรรม กับองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา.
 
เราต้องสรรเสริญและขอบพระคุณ องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์ไม่เพียงบอกเราว่า เราต้องร้องเรียกพระองค์ เพื่อนมัสการพระองค์ในวิญญาณ และในความสัตย์จริงเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงประทานหนทางที่เรียบง่าย และปฏิบัติได้จริง ในการสัมผัสพระองค์ โดยการนมัสการที่แท้จริงนี้พระคัมภีร์ได้ให้ตัวอย่างที่ชัดเจนแก่เรา เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราสามารถสัมผัส และมีประสบการณ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ โดยการร้องออกพระนาม ของพระองค์อย่างง่ายๆ ในมัดธาย 8:2กล่าวว่า "ดูเถิด มีคนโรคเรื้อนมากราบไหว้ (นมัสการ) พระองค์ แล้วทูลว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า...."  ใน 15:25 ก็กล่าวว่า "ฝ่ายหญิงนั้นมากราบไหว้ (นมัสการ) พระองค์ทูลว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า...."
 
ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ได้ช่วยให้เรามองเห็นว่า เราสามารถมีส่วนร่วม ในการนมัสการที่แท้จริงได้ ในทุกสถานที่, ทุกเวลา, และในทุกสถานการณ์ไม่ว่าสภาพการณ์ในปัจจุบัน ของเราจะเป็นเช่นไร เราก็ยังสามารถนมัสการพระองค์ได้ โดยการอธิษฐานอย่างง่ายๆ ว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า."  คริสเตียนมากมายได้ค้นพบว่า ในเวลาที่เขาถูกทดลอง, ทุกข์ร้อน, หรือ "เหนื่อยหน่าย" ขอเพียงเขาร้องว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า" เพื่อสูดรับพระองค์ เขาก็ได้สัมผัสและสามัคคีธรรม กับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง ทั้งยังถูกช่วยให้พ้นจากตัวเอง, ความบาป, และฝ่ายโลกอย่างสิ้นเชิงเมื่อเราร้องเรียก ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ออกมาจากส่วนลึกที่อยู่ภายในเช่นนี้ ส่วนลึกของเราก็จะรับรู้ถึงการที่พระคริสต์ และชีวิตของพระองค์ได้หลั่งไหล และเคลื่อนไหวอยู่ภายในเรา ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญ ขณะที่ผู้เขียนอธิษฐาน ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาได้ร้องว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า" (หรือ โอ พระยะโฮวา) มากกว่า 180 ครั้งมีครั้งหนึ่งที่ผู้เขียน บทเพลงสรรเสริญกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ร้องเรียกอย่างสุดใจ โอ ข้าแต่พระยะโฮวา โปรดสดับฟังข้าพเจ้าเถิด" (บพส.119:145)ยังมีผู้กล่าวไว้ในอีกแห่งหนึ่งว่า "แต่ข้าพเจ้าร้องออกพระนาม ของพระยะโฮวาว่า 'โอ พระยะโฮวา'" (116:4)การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า จึงไม่ใช่เรื่องที่เล็กน้อยเลย แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายดาย และปฏิบัติได้จริงโดยสิ่งนี้ เราก็สามารถสัมผัส และมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ เป็นความอิ่มหนำ และความปีติยินดีทางภายในของเราได้ทุกวัน ทุกเวลา.
 
พระคัมภีร์ยังมีตัวอย่าง ของการนมัสการที่แท้จริง อยู่อีกแห่งหนึ่งในวิวรณ์ 19:4 ซึ่งกล่าวว่า "ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คน กับสิ่งมีชีวิตทั้งสี่นั้น ก็ก้มกราบลงนมัสการพระเจ้า ผู้ทรงนั่งอยู่บนพระที่นั่งนั้นว่า 'อาเมน ฮาลีลูยา!'"  ใน 2 โกรินโธ 1:20 กล่าวว่า "เพราะว่าบรรดาคำสัญญาของพระเจ้า ล้วนเป็น 'ใช่' ในพระคริสต์ ดังนั้นเนื่องด้วยพระองค์ ก็ล้วนเป็น 'อาเมน' ต่อพระเจ้า เพื่อเป็นที่ถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าโดยเรา." ในวิวรณ์ 3:14 เราจะเห็นว่า "อาเมน" เป็นอีกพระนามหนึ่ง ที่ได้ประทานให้กับพระคริสต์เมื่อเราร้อง "อาเมน" ออกมาจากส่วนลึกที่อยู่ภายใน เราจึงรับรู้ว่าเราสัมผัสกับพระคริสต์ เหมือนกับเวลาที่เราร้องว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า" เพราะทั้ง "องค์พระผู้เป็นเจ้า" และ "พระอาเมน" ต่างก็เป็นพระนามของพระองค์ ใน 1 โครนิกา 16:36 จะเห็นว่า การร้อง "อาเมน" นั้นเป็นการสรรเสริญที่แท้จริง แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า: "จงถวายสรรเสริญพระยะโฮวา พระเจ้าของพวกอิสราเอลสืบๆ ไปเป็นนิตย์. และพลไพร่ทั้งหมดจึงกล่าวว่า 'อาเมน'และได้สรรเสริญพระยะโฮวา."  การร้อง "อาเมน" ออกมาจากส่วนลึก ที่อยู่ภายในของเรา จึงเป็นการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะสัมผัสกับพระองค์ด้วย.
 
คำว่า "ฮาลีลูยา" แปลว่า "สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า" ซึ่งก็คือ "สรรเสริญพระยะโฮวา" นั่นเอง ผู้เขียนบทเพลงสรรเสริญ มักใช้คำว่า "ฮาลีลูยา" ในการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้า ของเขาอยู่หลายครั้ง บทเพลงสรรเสริญห้าบทสุดท้าย ก็เริ่มต้นและลงท้ายด้วยถ้อยคำ แห่งการนมัสการฝ่ายสวรรค์นี้ ถ้อยคำนี้ยังใช้ในการนมัสการพระเจ้า ในวิวรณ์ 19:1, 3, 4, 6 ด้วยทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นเราสามารถนมัสการ และสามัคคีธรรมกับ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ได้โดยวิธีเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆเราสามารถร้องออกมาจากส่วนลึก ที่อยู่ภายในได้ตลอดทั้งวันว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! อาเมน! ฮาลีลูยา!"
 
สรุปก็คือ พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า ได้เสด็จมายังโลกนี้, ดำเนินชีวิตมนุษย์, ถูกตรึงกางเขน เพื่อความบาปของเราทั้งหลาย, ถูกฝัง, เป็นขึ้น, และกลายเป็นพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิตเมื่อเราได้เชื่อเข้าสู่พระองค์ พระองค์ก็เสด็จเข้าสู่วิญญาณของเรา ซึ่งเป็นส่วนลึกที่สุดของตัวเรา ในฐานะพระวิญญาณนั้น เพื่อมาเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเราวันนี้ในฐานะพระวิญญาณนั้น พระองค์ก็เหมือนอากาศสำหรับเรา - สดชื่นและสะดวกง่ายดาย เมื่อเราร้องว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า!" หรือ "อาเมน!" หรือ "ฮาลีลูยา!" เราก็ได้ต้อนรับพระองค์เข้าสู่เรา ในฐานะลมปราณที่ประทานชีวิต เพื่อหล่อเลี้ยงเรา ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น ของพระองค์เอง วันนี้ เราจำเป็นต้องสูดรับถ้อยคำสี่คำนี้ เพื่อเป็นการอธิษฐาน และการสรรเสริญของเราต่อพระเจ้า ขอเพียงท่านร้องออกมาจากภายใน ส่วนลึกว่า "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า," "อาเมน," "ฮาลีลูยา" เหมือนการหายใจ ท่านก็จะได้ลิ้มรสถึงความหวานชื่น และความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ ท่านจะยิ่งตระหนักว่า ชีวิตของพระองค์ เป็นชีวิตที่ช่วยให้รอดอย่างแท้จริงทุกวันนี้มีคริสเตียนอยู่มากมาย ที่ได้พบแล้วว่า พวกเขาสามารถรู้จักพระองค์, ถูกนำเข้าสู่ฤทธิ์เดช แห่งการเป็นขึ้นของพระองค์, มีประสบการณ์ต่อการช่วยให้รอด ของพระองค์อย่างอัตโนมัติ, และดำเนินชีวิต เป็นหนึ่งกับพระองค์ได้ โดยการร้องเรียก "โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! อาเมน! ฮาลีลูยา!" อยู่ตลอดเวลา.