Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ


 สถิติวันนี้ 74 คน
 สถิติเมื่อวาน 29 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
167 คน
15882 คน
524137 คน
เริ่มเมื่อ 2009-11-26




 

 



โรคลวงตัวเอง (Obsession)

การลวงตัวเองคือการเชื่อในบางสิ่งว่าเป็นจริง ทั้งที่ในความจริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้น.

อิสยาห์ 5:20 กล่าวว่า "วิบัติแก่พวกที่เรียกความชั่วว่าความดี และเรียกความดีว่าความชั่ว พวกที่ถือว่าความมืดคือความสว่างและความสว่างคือความมืด พวกที่ถือว่าความขมคือความหวานและความหวานคือความขม"  คนเราอาจลวงตัวเองจนถึงขั้นที่เขาเรียกความดีว่าความชั่ว และเรียกความชั่วว่าความดีเรียกความมืดว่าความสว่าง และเรียกความสว่างว่าความมืดเรียกความขมว่าความหวาน และเรียกความหวานว่าความขม.  แม้เขาจะผิดอย่างจะแจ้ง แต่เขาก็ยังแน่ใจว่าตัวเองถูก.  นี่เป็นเรื่องที่น่าเวทนามาก.  เรื่องที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับคริสเตียนคนหนึ่งได้ก็คือ การที่เขาทำบาปไปแล้ว เขาก็ยังไม่รู้ตัว.  การทำบาปเป็นเรื่องของความมลทิน แต่การไม่รู้ถึงความบาปนั้นเป็นเรื่องของความมืด.  ความมลทินก็อันตรายแล้ว แต่เมื่อนำมารวมกับความมืด ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก.  ถ้าคริสเตียนคนไหนใช้ชีวิตอยู่ในความมืด เขาก็มุ่งหน้าต่อไปได้ยาก เพราะเขามองไม่เห็น.

โรคลวงตัวเองนี้มีอาการที่แสดงออกมาได้หลายอย่าง. คริสเตียนอาจลวงตัวเองด้วยความคิดของเขาเองความคิดของคนอื่นคำพูดของเขาเองคำพูดของคนอื่นสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของเขาเองความบาปของเขาเองหรืออะไรก็ตามที่เขามีอยู่ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น.  โรคลวงตัวเองจึงเป็นโรคสามัญที่เป็นกันได้กับคริสเตียนทุกคน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และก็มีบางคนที่เป็นจนสาหัสแล้ว. ดังนั้นเราจึงต้องสนใจต่อเรื่องนี้.

หนึ่งในสาเหตุของโรคลวงตัวเองก็คือการไม่รับความรักที่มีต่อหลักความจริง. ใน 2ธก.2:10-11 บอกเราว่า พระเจ้าทรงให้สิ่งที่ผิดเพียนมาดำเนินการในตัวของคนที่ไม่รับความรักที่มีต่อหลักความจริง เพื่อให้เขาเชื่อในสิ่งที่จอมปลอม. นี่คือจุดจบที่เลวร้ายมาก. เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งจอมปลอม เชื่อในคำมุสาแล้ว ผลลัพธ์ก็คือการลวงตัวเอง. การเชื่อในคำมุสานี้หมายถึงการเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรเลย. เมื่อคนเราไม่รับความรักที่มีต่อหลักความจริงแล้ว เขาย่อมเชื่อในคำมุสาอย่างแน่นอน และเมื่อเขาเชื่อในคำมุสา เขาก็ลวงตัวเอง.

มีพี่น้องคนหนึ่งเคยเรียนในโรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์.  ครั้งหนึ่งเขาไปถามอาจารย์ที่สอนคริสตศาสนศาสตร์เกี่ยวกับการรับบัพติศมาว่า "ผมได้มองเห็นต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วว่า ผมถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้วผมตายแล้วและผมควรถูกฝังด้วย. ดังนั้นผมจึงสมควรต้องรับบัพติศมา. อาจารย์ว่าอย่างไรครับ?" อาจารย์ตอบว่า "สมัยผมเรียนพระคริสต์ธรรม ผมก็เคยมีประสบการณ์ที่คล้ายกับของคุณ. ตอนผมใกล้จะเรียนจบ ผมได้มองเห็นว่าผมตายแล้ว จึงสมควรต้องถูกฝังและรับบัพติศมา. แต่ถ้าผมรับบัพติศมา ผมก็จะไม่สามารถทำงานให้กับองค์การคณะของผมได้อีก. ผมจึงไปอธิษฐานและรู้สึกว่า ผมควรรอให้เรียนจบและได้เป็นศิษยาภิบาลเสียก่อน. ตอนนี้ผมเรียนจบและได้เป็นศิษยาภิบาลมาหลายปีแล้ว ผมก็ยังไม่ได้รับบัพติศมา. แต่ทุกอย่างก็ยังเรียบร้อยดี. ผมว่าคุณควรตั้งใจเรียนดีกว่า เรียนจบแล้วจะได้เป็นศิษยาภิบาล แล้วปัญหาอย่างนี้ก็จะไม่มากวนใจคุณอีกต่อไป." การไม่เชื่อฟังหลักความจริงแล้วยังคิดว่าตัวเรายังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสันติสุขต่อไปได้ก็คือการลวงตัวเอง. โชคดีที่พี่น้องของเราไม่ทำตามคำแนะนำของอาจารย์ผู้นี้. พี่น้องทั้งหลาย เมื่อใจของเราไม่เด็ดขาดแล้ว เราก็ง่ายที่จะลวงตัวเอง.

อิสยาห์ 50:10-11 กล่าวว่า "ใครบ้างในพวกเจ้าเกรงกลัวพระยะโฮวาและเชื่อฟังเสียงของผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ดำเนินในความมืดและไม่มีความสว่าง จงให้เขาวางใจในพระนามพระยะโฮวาและเชื่อพึ่งพระเจ้าของเขา. ดูเถิด เจ้าทั้งสิ้นผู้ก่อไฟ ผู้เอาดุ้นไฟมาไว้รอบตัวเจ้า จงเดินด้วยแสงไฟของเจ้าและด้วยแสงดุ้นไฟซึ่งเจ้าได้ก่อ เจ้าจะได้รับอย่างนี้จากมือของเรา คือเจ้าจะต้องนอนลงด้วยความเศร้าโศก."

ความมืดฝ่ายวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่จะขจัดไปได้ด้วยไฟของมนุษย์. ความสว่างย่อมมาจากพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้มาจากมนุษย์. ไฟของมนุษย์ย่อมไม่มีทางทำให้เรามีการมองเห็นฝ่ายวิญญาณได้อย่างแท้จริง. ไฟของเราเองไม่มีทางกลายเป็นแหล่งที่มาของความสว่างฝ่ายวิญญาณได้. คริสเตียนบางคนเคยพูดว่า "เรื่องนี้ผมได้ใคร่ครวญมานานแล้ว ผมจึงพูดได้อย่างแน่ใจว่า เราควรทำอย่างนี้." คุณคิดว่า เมื่อคุณได้คิดทบทวนเรื่องนั้นมาแล้ว สิ่งที่คุณวินิจฉัยก็ย่อมจะถูกต้องหรือถ้าว่าตามพระคำของพระเจ้าแล้ว นั่นไม่ใช่หนทางที่คริสเตียนจะรู้ถึงสิ่งต่างๆ. แม้คุณจะคิดจนถึงที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่คุณคิดได้ก็ยังคงเป็นแค่ไฟของมนุษย์. คริสเตียนย่อมไม่อาจมุ่งหน้าในด้านฝ่ายวิญญาณได้ด้วยไฟของเขาเอง. หลายครั้งเรายิ่งใช้ความคิดของตัวเอง เราก็ยิ่งสับสนและยิ่งถูกลวง. เราต้องมองเห็นว่า ความสว่างฝ่ายวิญญาณนั้นไม่ได้มาจากความรู้สึกหรือความคิดของเราเอง. ถ้าใครยิ่งขุดค้นเข้าไปในตัวเขาเอง เขาก็ยิ่งไม่พบกับความสว่าง เพราะความสว่างไม่ได้อยู่ที่นั่น.

สดุดี 36:9 กล่าวว่า "เพราะน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์ ในความสว่างของพระองค์ เราจึงได้เห็นสว่าง." ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า คนเราจะเห็นสว่าง คือเห็นสภาพการณ์ที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ ได้โดยความสว่างของพระเจ้า. "ในความสว่างของพระองค์ เราจึงได้เห็นสว่าง."  ความสว่างคำแรกคือแสงที่มาส่องสว่าง ส่วนคำที่สองคือเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ.  เมื่อคนเราอยู่ภายใต้แสงตะวันเจิดจ้า เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉาย. ผู้ที่อยู่ภายใต้ความสว่างของพระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องมีไฟของมนุษย์. ถ้าคนเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสว่างของพระเจ้า เนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ ก็จะกระจ่างแจ้งดุจความสว่างนั้นเอง. ถ้าคนเราอยู่ภายใต้ความสว่างของพระเจ้า เขาจึงสามารถแยกแยะเนื้อแท้ที่อยู่ภายในของสิ่งต่างๆ ได้. คนเราจะรู้จักตัวเองได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเขารู้จักตัวเองภายใต้ความสว่างของพระเจ้า.

ความแตกต่างระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ก็คือ พันธสัญญาเดิมแสดงให้คนเราเห็นว่าอะไรถูก-อะไรผิด ผ่านทางกฎบัญญัติที่อยู่ภายนอก แต่พันธสัญญาใหม่แสดงให้เราเห็นเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ ผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ภายใน. เรามักจะมองดูความผิดเพี้ยนของเราโดยหลักธรรมต่างๆ แต่เรากลับไม่ไปดูความผิดเพี้ยนของเราผ่านความสว่างของพระเจ้า. เราต้องตระหนักว่าการมองเห็นความผิดเพี้ยนของเราผ่านหลักธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ตื้นเขิน. มีเพียงเมื่อเรามองเห็นความผิดเพี้ยนของเราผ่านความสว่างของพระเจ้า ถึงจะเป็นการมองเห็นอย่างถี่ถ้วน. เมื่อเราอยู่ในความสว่างของพระเจ้า เราจึงจะมองเห็นอย่างที่พระเจ้าทรงมองเห็น. นี่คือการมองเห็นสว่างอยู่ในความสว่าง.

ถ้าไม่อยากลวงตัวเอง เราก็ต้องมีชีวิตเป็นอยู่ในความสว่างของพระเจ้า. แต่เราก็มักจะถูกล่อลวงให้จุดไฟของตัวเองขึ้นมาอยู่เป็นประจำ. ทุกครั้งที่เผชิญกับปัญหา เราก็พยายามสืบค้นดูภายในตัวเองเพื่อจะค้นหาว่าอะไรถูกและอะไรผิด. พี่น้องทั้งหลาย นั่นไม่ใช่หนทางที่พระเจ้าทรงต้องการให้เราเดิน.

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามน้ำพระทัยของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้าหรือเราพูดจากตัวเราเอง." (ยน.7:17)เงื่อนไขในการได้รับความสว่างก็คือการแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า. ทุกครั้งที่เราเผชิญกับสภาพการณ์แบบใดก็ตาม เราก็อย่าได้มั่นใจที่จะตัดสินว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด. เราต้องทูลขอพระเมตตาจากพระเจ้า ให้เรามีความตั้งใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเด็ดขาด. ความดื้อดึงความเห็นแก่ตัวและการเห็นว่าตัวเองถูกต้อง มีแต่จะปิดกั้นความสว่างของพระเจ้า. ถ้าเราอยากได้ความสว่างของพระเจ้า เราก็ต้องโอนอ่อน และอย่าได้เห็นแก่ตัวหรือมั่นใจในตัวเอง. เราต้องถ่อมลง. ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดช่วยเราทุกวัน ให้เรามีชีวิตเป็นอยู่ในความสว่างของพระองค์ เพื่อเราจะได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เที่ยงแท้และอะไรคือของจริง. ขอให้พระองค์โปรดช่วยเราให้หลุดพ้นจากคำมุสาและการลวงตัวเอง.

 

พี่น้องปิยะ แปลจากบทประพันธ์ของวอท์ชแมนนีเล่ม 36 ตอนสุดท้าย