Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


 
บทที่ 3
พระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์
ในการยังชีพทางกายภาพของท่าน จำเป็นต้องมีปัจจัยพื้นฐานบางอย่างเช่น น้ำ, ออกซิเจน, อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, และที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ร่างกายของท่านยังต้องการโปรตีน, วิตามิน, และแร่ธาตุในปริมาณหนึ่งด้วย ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ชีวิตทางกายภาพของท่านก็จะตาย หรือถ้าไม่ตายก็ทรมานมาก.
 
ชีวิตฝ่ายวิญญาณของท่านก็เช่นเดียวกัน ชีวิตฝ่ายวิญญาณของท่าน ก็ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานบางอย่าง เหมือนกับชีวิตทางกายภาพของท่าน องค์ประกอบเหล่านี้ เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งหากท่านไม่มี ท่านก็ยากที่จะเป็นคริสเตียน ไปได้ตลอดรอดฝั่งในโลกที่ไม่รู้จักพระคริสต์หนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้ ก็คือพระโลหิตของพระคริสต์.
 
เหตุใดท่านจึงต้องมีพระโลหิตของพระคริสต์?  นั่นก็เป็นเพราะธาตุแท้ของมนุษย์ที่ตกต่ำนั้น มีปัญหาพื้นฐานอยู่สามประการ แม้จะเป็นคริสเตียนแล้ว ท่านก็ยังคงมีชีวิตของมนุษย์ ที่ตกต่ำติดตัวท่านอยู่ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงยังมีปัญหาสามประการนี้ คอยรังควานอยู่ทุกวี่ทุกวัน.
 
ปัญหาสามประการนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามฝ่ายคือ พระเจ้า, ตัวท่านเอง, และซาตาน สำหรับพระเจ้านั้น ท่านมักจะรู้สึกว่า ท่านแยกจากพระองค์ ในตัวท่านเอง ท่านก็มักจะรู้สึกผิดส่วนเรื่องที่มาจากซาตานก็คือ ท่านมักจะรู้สึกว่าถูกฟ้องร้อง สามเรื่องนี้ - การแยกจากพระเจ้า, ความรู้สึกผิด, และการฟ้องร้องจากซาตาน – อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่สามประการ ในชีวิตคริสเตียนของท่านได้ เราจะเอาชนะสามปัญหานี้ได้อย่างไร?  เราเอาชนะได้ โดยพระโลหิตของพระคริสต์เท่านั้น.
 
แยกจากพระเจ้า
เมื่ออาดามทำบาปในสวนเอเดน เขาก็ซ่อนตัวจากพระเจ้าทันที ก่อนที่อาดามจะทำบาป เขายังรับสุขพระเจ้า และอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ ของพระองค์ตลอดเวลาแต่หลังจากที่เขาทำบาปแล้ว เขาก็ไปซ่อนตัว ความบาปย่อมส่งผล ให้ต้องแยกจากพระเจ้าเสมอ.
 
แม้ท่านจะเป็นคริสเตียนแล้ว ท่านก็ยังอาจมีประสบการณ์อย่างนี้อยู่หลังจากที่ได้ทำบาปไปเล็กน้อย ท่านก็รู้สึกถึงเหวลึกที่กั้นอยู่ ระหว่างตัวท่านกับพระเจ้าเนื่องจากพระเจ้าทรงชอบธรรม พระองค์จึงไม่อาจผ่อนปรนกับความบาปได้ นี่ก็คือสิ่งที่ยะซายากล่าวไว้ว่า "ไม่เลย พระหัตถ์ของพระยะโฮวา ไม่ได้สั้นเกินกว่าที่จะช่วยให้รอด ทั้งพระกรรณของพระองค์ก็ไม่ได้ตึงจนไม่ทรงได้ยินแต่ความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลาย ได้กลายเป็นสิ่งที่แยกเจ้า ออกจากพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้ซ่อนพระพักตร์พระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิทรงได้ยิน" (ยซย.59:1-2).
 
หลังจากที่อาดามทำบาป พระเจ้ามิได้ตรัสว่า "อาดาม เจ้าทำอะไรลงไป?"  แต่พระเจ้าตรัสว่า "อาดาม เจ้าอยู่ที่ไหน?" พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าท่านจะทำบาปอะไรลงไป พระองค์ก็ไม่ได้ใส่พระทัยมาก เท่ากับข้อเท็จจริงที่ว่า ความบาปของท่าน ทำให้ท่านต้องแยกจากพระองค์ พระเจ้าทรงรักท่าน แต่พระองค์ทรงชิงชัง ความบาปของท่านตราบใดที่ความบาปของท่านยังอยู่ พระเจ้าก็ทรงต้องอยู่ห่างท่าน ในสภาพการณ์เช่นนี้ ท่านจึงรู้สึกว่าท่านห่างไกลกับพระเจ้า ถ้าจะให้พระเจ้าเสด็จมา ความบาปก็ต้องจากไป.
 
ในจักรวาลนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่สามารถขจัดความบาปไปได้ นั่นคือพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์ ถึงท่านจะอธิษฐาน, ร้องไห้, ทำพิธีกรรม, รับโทษชดใช้บาป, สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว, รู้สึกผิด, หรือรอคอยไปอีกนานเท่าใด ก็ไม่สามารถขจัดความบาปไปได้ ไม่มีสิ่งใด นอกจากพระโลหิต อันล้ำค่าของพระคริสต์เท่านั้น ที่สามารถขจัดความบาปได้ เฮ็บราย 9:22 กล่าวว่า "ถ้าไม่มีเลือดไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการอภัยบาป."
 
ในหนังสือเอ็กโซโด มีภาพบรรยายถึงเรื่องนี้ ลูกหลานชาวอิสราเอลบางคน ก็มีบาปหนาเหมือนกับชาวอียิปต์ แต่เมื่อพระเจ้าทรงใช้ทูตของพระองค์ มาประหารบุตรหัวปี ทั้งปวงในแผ่นดินอียิปต์ พระองค์มิได้ตรัสว่า "เมื่อเราเห็นการประพฤติดีของเจ้าแล้ว เราจะเว้นข้ามเจ้าไป."  พระเจ้าไม่ทรงเรียกร้องให้บุตรหลาน ชาวอิสราเอลอธิษฐาน, รับโทษชดใช้บาป, หรือให้สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว ไม่เลยแต่พระองค์ทรงบัญชา ให้พวกเขาฆ่าลูกแกะปัศคา และประพรมเลือดแกะนั้น บนเสาประตูเรือนของตน พระองค์ตรัสว่า "เมื่อเราเห็นเลือดนั้น เราจะเว้นข้ามเจ้าทั้งหลายไป" (อซด.12:13)พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรดูว่า ผู้ที่อยู่ในเรือนเหล่านั้น เป็นคนเช่นใด แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นเลือด พระองค์ก็ทรงเว้นข้ามไป.
 
ลูกแกะปัศคานั้น คือรูปภาพของพระคริสต์ครั้งแรกที่โยฮันผู้ให้บัพติศมา มองเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็ประกาศว่า "ดูเถิด [1]พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงขจัดความบาป ของมนุษย์โลกไป!" (ยฮ.1:29)พระเยซูคือพระเมษโปดกของพระเจ้าโดยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ ความบาปทั้งปวงของท่าน จึงถูกขจัดทิ้งไป.
 
ถ้าอย่างนั้น เมื่อท่านทำบาปและรู้สึกว่า ท่านอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า ท่านควรทำอย่างไร? ท่านก็เพียงแค่สารภาพความบาปนั้น ต่อพระเจ้า และเชื่อว่า พระโลหิตของพระเยซู ได้ขจัดความบาปนั้นทิ้งไปแล้ว ใน 1 โยฮัน 1:9 กล่าวว่า "ถ้าเราสารภาพความบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและชอบธรรม ก็จะทรงอภัยบาปของเรา และจะทรงชำระเรา ให้ปราศจากอธรรมทั้งสิ้น." เมื่อท่านสารภาพความบาปของท่าน ระยะห่างระหว่างท่านกับพระเจ้า ก็จะอันตรธานไปทันที.
 
ณ จุดนี้ ท่านไม่ต้องกังวลถึงความรู้สึกใดๆ ที่ท่านมีหรือไม่มีพระโลหิตของพระคริสต์นั้น มีไว้สำหรับความอิ่มหนำ ของพระเจ้าเป็นสำคัญ ไม่ใช่ของท่าน จงระลึกว่า พระเจ้าตรัสว่า "เมื่อเรา (ไม่ใช่ท่าน) เห็นเลือดนั้น...."  ในคืนวันปัศคา บุตรหลานชาวอิสราเอล ล้วนอยู่ในเรือน ขณะที่เลือดของลูกแกะ ถูกประพรมไว้นอกเรือน เมื่ออยู่ในเรือน พวกเขาย่อมไม่เห็นเลือด แต่เขาก็มีสันติสุข เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงอิ่มหนำด้วยเลือดนั้น.
 
ในวันปกปิดบาป มหาปุโรหิตจะเข้าไปในที่บริสุทธิ์ตามลำพัง เพื่อประพรมเลือดบนฝาปกปิดบาป เหนือหีบพันธสัญญาปีละครั้ง (ลวต.16:11-17)ไม่มีใครได้รับอนุญาต ให้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ นี่คือเงาที่สะท้อนถึงพระคริสต์ ผู้เสด็จเข้าไปในพลับพลาฝ่ายสวรรค์ หลังจากที่ทรงเป็นขึ้นแล้ว และทรงใช้พระโลหิตของพระองค์เอง ประพรมต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เป็นการระงับพระพิโรธ เพื่อความบาปของท่าน (ฮร.9:12) ทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถมองขึ้นไป ยังฟ้าสวรรค์แล้วเห็นพระโลหิตนี้ได้ แต่พระโลหิตนี้ก็อยู่ที่นั่น พระโลหิตนี้อยู่ที่นั่น เพื่อจะพูดแทนท่าน (ฮร.12:24) และทำให้พระเจ้าทรงอิ่มหนำเพื่อท่าน แม้ท่านจะไม่เห็นพระโลหิตนี้ ท่านก็ยังสามารถเชื่อ ในประสิทธิภาพแห่งพระโลหิตนี้ได้ พระโลหิตนี้ ได้แก้ปัญหาระหว่างท่านกับพระเจ้า.
 
ถ้าพระเจ้าทรงเคารพคุณค่า แห่งพระโลหิตของพระคริสต์ มากพอที่จะขจัดความบาปของท่าน แล้วท่านจะสามารถ ทำอย่างเดียวกันได้หรือไม่?  นอกจากนี้แล้ว ท่านยังอยากมีความรู้สึกดีๆ อย่างอื่นอีกหรือ?  ข้อเรียกร้องของท่าน ยังสูงส่งกว่าของพระเจ้าอีกหรือ? ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ท่านก็ต้องสารภาพว่า "โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระโลหิตของพระคริสต์ ได้ขจัดความบาปของข้าพเจ้าไปจนหมด ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย กับพระโลหิตนี้ ข้าพเจ้าก็พอใจด้วย."
 
ความรู้สึกผิดในมโนธรรมของท่าน
ปัญหาสำคัญประการที่สองของมนุษย์ เป็นปัญหาที่มาจากตัวเขาเอง ภายในเขา ซึ่งก็คือในมโนธรรมของเขานั้น มีความรู้สึกผิดอันหนักอึ้ง ทุกวันนี้มีวัยรุ่นมากมาย ที่ต้องแบกความรู้สึกผิดเอาไว้!  ความรู้สึกผิด จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับมนุษย์.
 
ในด้านหนึ่ง ความบาปเป็นสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้า ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความบาปก็ทำให้เราเป็นมลทินความรู้สึกผิดคืออะไร? ความรู้สึกผิดก็คือคราบแห่งความบาป ที่อยู่บนมโนธรรมของท่าน เมื่อท่านยังอายุน้อย มโนธรรมของท่าน มีรอยคราบเพียงเล็กน้อยแต่เมื่ออายุมากขึ้น คราบเหล่านี้ก็สะสมมากขึ้นไปด้วย มโนธรรมจึงหมองลง มีคราบจับหนาขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกระจกที่ไม่เคยเช็ดล้าง จนในที่สุดแสงก็เล็ดรอดไปได้น้อยมาก.
 
ความรู้สึกผิด ที่เปื้อนมโนธรรมของท่านนั้น ไม่มีน้ำยาทำความสะอาด, น้ำยาเคมี, หรือกรดชนิดใด สามารถเช็ดล้างออกไปได้ กระทั่งระเบิดนิวเคลียร์ ก็ยังทำอะไรรอยคราบนี้ไม่ได้ มโนธรรมของท่าน ต้องการสิ่งที่มีฤทธิ์เดชมากยิ่งกว่านั้นอีกมโนธรรมของท่าน ต้องการพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์.
 
เฮ็บราย 9:14 กล่าวว่า "พระโลหิตของพระคริสต์...จะชำระมโนธรรมของเรา ให้พ้นจากการประพฤติที่ตายแล้ว เพื่อจะปรนนิบัติพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ได้มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด?" พระโลหิตของพระคริสต์นั้น มีฤทธิ์เดชมากพอที่จะขจัด หรือชำระล้างมโนธรรมของท่าน จนปราศจากคราบแห่งความรู้สึกผิดทั้งปวง.
 
พระโลหิตของพระคริสต์ ได้ขจัดความรู้สึกผิด ไปจากมโนธรรมของท่านได้อย่างไร? สมมุติว่า ท่านโดนใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ในข้อหาจอดรถในที่ไม่ควรจอดตอนนี้ท่านจะมีสามปัญหา กล่าวคือ 1) ท่านละเมิดกฎหมาย; 2) ท่านติดค้างค่าปรับของทางราชการ; และ 3) ท่านมีสำเนาใบสั่งเก็บไว้คอยเตือนใจ ให้เสียค่าปรับ ทีนี้ถ้าท่านไม่มีเงินเลย และไม่มีทางชำระค่าปรับได้ท่านจะโยนใบสั่งทิ้งไปเฉยๆ ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เก็บสำเนาไว้แล้ว ซึ่งถ้าท่านไม่จ่าย ก็จะนำมาใช้ดำเนินคดีกับท่านนี่เป็นปัญหาที่หนักจริงๆ.
 
นี่คือรูปภาพของสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อท่านทำบาป ประการแรก ท่านได้ละเมิดกฎบัญญัติของพระเจ้า คือท่านทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง ประการที่สอง ท่านมีสิ่งที่ติดค้าง ต่อกฎบัญญัติของพระเจ้า โรม 6:23 กล่าวว่าค่าจ้างแห่งความบาป ก็คือความตาย นี่เป็นค่าปรับที่สาหัสมาก ท่านไม่มีทางชำระได้เลย ประการที่สาม ท่านยังมีความรู้สึกผิด อยู่ในมโนธรรมของท่านด้วย เหมือนกับใบสั่ง ที่อยู่ในกระเป๋าของท่าน คอยสะกิดใจให้ท่านระลึกถึง ความผิดของท่าน.
 
ตอนนี้เราก็มาดูข่าวดีกันบ้างขณะที่พระเยซูคริสต์ วายพระชนม์บนกางเขน การตายของพระองค์ ได้สนองข้อเรียกร้องทั้งสิ้น แห่งกฎบัญญัติของพระเจ้าเพื่อท่าน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนี้บาปของท่านได้รับการชำระแล้วสรรเสริญพระองค์!  โดยการตายบนกางเขนของพระเยซูคริสต์ พระองค์ได้ชำระหนี้จนหมดสิ้นแล้ว!
 
ดังนั้นบัดนี้ปัญหาสองประการแรก จึงหมดไปแล้ว กล่าวคือ พระเจ้าไม่ทรงขุ่นเคือง และหนี้บาปก็ได้ชำระจนหมดสิ้นแล้วแต่มโนธรรมของท่านเล่า? คราบแห่งความรู้สึกผิด ซึ่งเหมือนกับใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ก็ยังคงเป็นบันทึกแห่งความบาปของท่าน.
 
พระโลหิตของพระคริสต์ ก็ได้ชำระมโนธรรมของท่านในจุดนี้เอง เนื่องจากการตายของพระคริสต์ ได้ชำระหนี้บาปแล้ว บัดนี้พระโลหิตของพระองค์ ก็ย่อมสามารถลบบันทึก ที่เกี่ยวกับหนี้นั้นได้ด้วย เมื่อชำระค่าปรับแล้ว เราย่อมสามารถ ฉีกใบสั่งทิ้งไปได้ฉันใด ความรู้สึกผิดใดๆ ก็ตามที่อยู่ในมโนธรรมของท่าน ก็อาจลบทิ้งไปได้ฉันนั้น.
 
นี่เป็นเรื่องที่เรามีประสบการณ์ได้ง่ายมาก เมื่อใดที่ท่านทำบาป และภายในก็รู้สึกผิด ท่านก็สามารถเปิดออกต่อพระเจ้า และอธิษฐานอย่างนี้ว่า "โอ ข้าแต่พระเจ้า โปรดอภัยแก่สิ่งที่ข้าพเจ้า ได้ทำลงไปในวันนี้ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงตายบนกางเขนเพื่อข้าพเจ้า และทรงชำระหนี้บาปที่ข้าพเจ้าได้ก่อไว้พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าเชื่อว่า ความบาปนี้ได้รับการอภัยจากพระองค์แล้วบัดนี้ข้าพเจ้าขอปรับใช้ พระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ ในการชำระมโนธรรมของข้าพเจ้า ให้ปราศจากคราบแห่งความรู้สึกผิด." โปรดจำ 1 โยฮัน 1:9 ไว้ให้ดี: "ถ้าเราสารภาพความบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและชอบธรรม ก็จะทรงอภัยบาปของเรา และจะทรงชำระเรา ให้ปราศจากอธรรมทั้งสิ้น."  บทเพลงสรรเสริญ 103:12 กล่าวว่า "ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ก็ทรงถอนการละเมิดของเรา ไปไกลจากเราเท่านั้น." มีใครบ้างที่รู้ว่า ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด?  ในทำนองเดียวกัน เมื่อท่านสารภาพความบาปของท่าน พระเจ้าก็ทรงถอนความบาปของท่าน ไปจากท่านจนไกลลิบลับ ความบาปเหล่านั้น จะไม่มาข้องแวะกับท่านอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ มโนธรรมของท่านจึงสงบลงได้.
 
เมื่อพระเจ้าทรงให้อภัย พระองค์ก็ทรงลืมไปแล้ว อย่าได้คิดว่า หลังจากที่พระเจ้าทรงอภัยบาป ให้ท่านไปแล้ว วันหนึ่งพระองค์จะกลับมาทำให้ท่าน หวนระลึกถึงความบาปเหล่านั้นอีกไม่ใช่อย่างนั้นแน่ เพราะในเรื่องความบาป ที่ท่านได้รับการอภัยไปแล้วนั้น พระเจ้าทรงมีความจำสั้นมาก บางครั้งท่านยังมีความจำ ดีกว่าพระเจ้าเสียอีกพระเจ้าจะทรงลืมได้จริงหรือ? นี่ก็คือสิ่งที่ได้กล่าวไว้ใน ยิระมะยา 31:34 - "เราจะอภัยความบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำความบาปของเขาอีกเลย."  ถ้าพระเจ้าทรงลืม ความบาปของท่านไปแล้ว ท่านก็ควรลืมเสียด้วยอย่าไปทำให้พระเจ้าต้องระลึกถึง สิ่งที่พระองค์ทรงลืมไปแล้วอีก.
 
พระคริสต์ได้วายพระชนม์ไปเกือบ 2,000 ปีแล้ว พระโลหิตของพระองค์ ได้หลั่งออกมาแล้ว จึงพร้อมที่จะชำระมโนธรรมของท่าน ได้ทั้งวันตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อไรที่ท่านทำบาปไปแล้ว ท่านก็ไม่ต้องรอคอยอีกการรอคอยไม่ได้ช่วยให้พระโลหิต มีฤทธิ์เดชมากขึ้นเลย พระโลหิตนั้นมีฤทธิ์เดชทุกอย่าง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ถ้าในมโนธรรมของท่านรู้สึกผิด ก็จงปรับใช้พระโลหิตอันล้ำค่า "บุคคลผู้ใดที่การละเมิดของเขา ได้รับการอภัยก็เป็นสุข ... บุคคลซึ่งพระยะโฮวา ไม่ทรงถือโทษความบาปชั่วก็เป็นสุข" (บพส.32:1-2) โดยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์ ปัญหาเกี่ยวกับความรู้สึกผิด จึงได้รับการแก้ไข.
 
การฟ้องร้องจากซาตาน
อย่างไรก็ตาม บางครั้งแม้ท่านสารภาพบาป และปรับใช้พระโลหิตไปแล้ว ภายในท่านก็ยังคงมีความรู้สึกที่ไม่ดีนี่เป็นการบ่งชี้ว่าความบาปของท่าน ยังไม่ได้รับการอภัยใช่หรือไม่?  หรือพระโลหิตของพระคริสต์ไม่ได้ผล?  หรือท่านยังต้องการอะไรอย่างอื่นอีก?  ท่านต้องตอบว่า "ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน!"
 
หลังจากที่ท่านได้สารภาพบาป และปรับใช้พระโลหิตไปแล้ว อย่างนั้นความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้ จะมาจากไหนอีก? ที่มาของความรู้สึกเหล่านี้ ก็คือซาตานผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า ในการทำความเข้าใจต่อเรื่องนี้ เราต้องมองเห็นว่า ซาตานเป็นใครและมันทำอะไรบ้าง.
 
ซาตานก็คือ "มาร" ซึ่งตามภาษาเดิมของพระคัมภีร์ จะหมายถึง "ผู้กล่าวหาหรือผู้ฟ้องร้อง."  ดังนั้นวิวรณ์ 12:10 จึงเรียกมันว่า "ผู้ฟ้องร้องพวกพี่น้องของเรา ที่คอยฟ้องร้องเขาอยู่ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน."  ซาตานผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า ใช้เวลาส่วนใหญ่ของมัน ในการฟ้องร้องพลไพร่ของพระเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน นี่ก็คืองานของมัน แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่งานที่พระเจ้าทรงให้มันทำ แต่มันหาเรื่องไปทำเอง จึงคอยฟ้องร้องพลไพร่ของพระเจ้า อย่างไม่หยุดหย่อน.
 
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยไว้ในเรื่องของโยบ โยบเป็นคนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า (โยบ 1:1) แต่ก็ยังมีบันทึกว่า ซาตานไปปรากฏตัว ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เพื่อฟ้องร้องโยบต่อพระองค์ มันกล่าวว่า "โยบยำเกรงพระเจ้า โดยไม่มีเหตุหรือ? ... พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และทรัพย์สมบัติของเขา ก็แผ่ไปทั่วแผ่นดินแต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้อง สิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ และเขาจะแช่งพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์" (โยบ 1:9-11) พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ซาตานกล่าวหาว่า โยบยำเกรงพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงอวยพรเขาซาตานหาว่า พระเจ้าทรงติดสินบนโยบ และยังหาว่า ถ้าพระเจ้าเอาความมั่งคั่งทั้งปวง ไปจากโยบแล้ว โยบก็จะสาปแช่งพระเจ้า เรื่องนี้คือภาพบรรยายถึง การกล่าวหาของซาตาน ในขอบเขตฝ่ายวิญญาณ.
 
ในหนังสือซะคาระยา ยะโฮซูอะผู้เป็นมหาปุโรหิต ยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ขณะที่ซาตาน ก็ยืนอยู่เบื้องขวาของเขา "คอยเป็นปรปักษ์ของเขา" (3:1) ยะโฮซูอะนั้น "สวมเครื่องแต่งกายที่สกปรก" (ข้อ 3) นี่เป็นการบรรยายว่าเขามีบาป และตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ย่ำแย่หลายครั้งสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ของท่าน ก็ทำให้ซาตานสบโอกาส ที่จะฟ้องร้องท่านกรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ซาตานไม่เพียงเป็นศัตรูของพระเจ้าเท่านั้น แต่มันยังเป็นศัตรูของท่านด้วยทุกครั้งที่ท่านเข้าเฝ้าพระเจ้า ซาตานก็คอยขัดขวาง การเข้าเฝ้าของท่าน ด้วยการคอยฟ้องร้องท่าน.
 
ไม่มีอะไรที่จะทำให้คริสเตียนพิการ ในด้านฝ่ายวิญญาณได้มากไปกว่า การฟ้องร้องท่านไปฟังคำฟ้องร้องของซาตานเมื่อไร ท่านก็หมดฤทธิ์เมื่อนั้น ราวกับว่าเรี่ยวแรงรั่วไหลไป จากวิญญาณของท่านจนหมดสิ้นคริสเตียนที่ตกอยู่ภายใต้การฟ้องร้อง จะสามัคคีธรรมกับผู้อื่นได้ยาก จะอธิษฐานก็ยิ่งยาก เขาจะรู้สึกราวกับว่า เขาเข้าใกล้พระเจ้าไม่ได้แล้ว.
 
นี่คือเล่ห์เหลี่ยมของศัตรูมันย่อมไม่ปรากฏตัว ในเครื่องแต่งกายสีแดง มือถือสามง่าม แล้วบอกว่า "ข้าคือมาร!  ตอนนี้ข้าจะมาปรับโทษเจ้า!"  มันฉลาดกว่านั้นมาก มันฟ้องร้องท่านอยู่ข้างใน ทั้งยังล่อหลอกให้ท่านหลงคิดว่า คำฟ้องร้องของมันก็คือ การตรัสของพระเจ้า.
 
ท่านจะแยกแยะได้อย่างไร ระหว่างการส่องสว่างที่แท้จริงของพระเจ้า ในมโนธรรมของท่าน กับการฟ้องร้องของซาตาน? บางครั้งนี่ก็เป็นเรื่องยาก แต่เราก็มีอยู่สามวิธี:
 
ประการแรก แสงสว่างของพระเจ้า จะหล่อเลี้ยงท่าน ขณะที่การฟ้องร้องของซาตาน ทำให้ท่านหมดเรี่ยวแรง เมื่อพระเจ้าตรัสถึงความบาปของท่าน ท่านอาจรู้สึกว่าถูกเปิดโปง และบาดเจ็บทว่าขณะเดียวกัน ท่านยังได้รับการหล่อเลี้ยงและหนุนใจ ให้มาใกล้ชิดพระเจ้า เพื่อจะปรับใช้ พระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์กรณีนี้ตรงกันข้ามกับ การฟ้องร้องของซาตาน ซึ่งอยู่ในด้านลบอย่างสิ้นเชิง ถ้าท่านยิ่งฟังมัน ท่านก็ยิ่งอธิษฐานได้ยาก ยิ่งรู้สึกว่างเปล่าและท้อแท้.
 
ประการที่สอง การตรัสของพระเจ้าย่อมเจาะจงเสมอ ขณะที่การปรับโทษของซาตาน มักจะคลุมเครือ (แม้จะไม่เป็นเช่นนี้เสมอไปก็ตาม)บางครั้งท่านจึงถูกล่อหลอกให้คิดว่า ท่านคงเหนื่อยล้า หรือคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายบางครั้งท่านก็อาจมีความรู้สึกว่า ท่านไม่ถูกต้องต่อพระเจ้า แต่ก็เป็นความรู้สึกที่คลุมเครือดังนั้นเมื่อลองตรวจค้นดู ในมโนธรรมของท่านแล้ว ท่านก็เจาะจงไม่ได้ว่า ตัวท่านมีความบาปใด ที่ทำให้ต้องแยกจากพระเจ้าบางทีท่านตื่นขึ้นมา ความรู้สึกที่ท่านมีต่อพระเจ้า ก็อาจเป็นความรู้สึกคลุมเครือ ที่หดหู่หรือไม่ค่อยสบายใจ ความรู้สึกแห่งการปรับโทษที่คลุมเครือ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุ มาจากความบาปใดอย่างชัดเจนนี้ คือสิ่งที่มาจากซาตาน และเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิเสธเมื่อพระเจ้าตรัส พระองค์ย่อมเจาะจง และตรัสในเชิงบวก แต่เมื่อซาตานพูด มันมักจะคลุมเครือและพูดในเชิงลบ.
 
ประการที่สาม ความไม่สบายใจใดๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ หลังจากที่ท่านได้สารภาพบาป และปรับใช้พระโลหิตไปแล้ว ล้วนมาจากซาตาน ไม่มีเรื่องใดที่ต้องสารภาพ และปรับใช้พระโลหิตซ้ำอีก พระโลหิตย่อมสามารถ สนองข้อเรียกร้องของพระเจ้า ให้อิ่มหนำได้ทันทีแต่ซาตานไม่เคยอิ่มหนำมันอยากให้ท่านสารภาพแล้วสารภาพอีกสุภาษิต 27:15 กล่าวว่า "หยาดฝนหยดลงมาไม่หยุด ในวันฝนตกพรำฉันใด ผู้หญิงขี้ทะเลาะก็เหมือนกันฉันนั้น." การฟ้องร้องของซาตาน ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คือเหมือนกับก๊อกน้ำ ที่ปิดได้ไม่สนิทหรือเหมือนกับภรรยาขี้บ่น ซึ่งจะไม่ยอมให้ท่านได้หลับได้นอน แต่การตรัสของพระเจ้าไม่เป็นอย่างนี้ เมื่อท่านสารภาพบาป และปรับใช้การชำระของพระโลหิตแล้ว พระเจ้าก็ทรงอิ่มหนำทันที ถ้ายังมีเสียงใดผุดขึ้นมาได้อีก นั่นก็คือเสียงของซาตาน.
 
ถ้าท่านสารภาพความบาปของท่าน และปรับใช้พระโลหิตอันล้ำค่าแล้ว ยังมีความไม่สบายใจฉุดรั้งท่าน อยู่ข้างใน ท่านก็ควรหยุดอธิษฐานทันทีไม่ต้องสารภาพอีกแล้วจงหันไปยังที่มาของการฟ้องร้อง และพูดกับมันว่า "อ้ายซาตาน ฉันได้สารภาพความบาปของฉัน แด่พระเจ้าแล้วพระองค์ทรงอภัยความบาปของฉันแล้วพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ได้ชำระฉันให้ปราศจากความบาปแล้ว ความไม่สบายใจที่ฉันรู้สึกในเวลานี้ ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากเจ้าฉันขอปฏิเสธความรู้สึกนี้!  อ้ายซาตาน ตอนนี้เจ้าจงมาดูพระโลหิตของพระคริสต์พระโลหิตนั้น ได้ตอบคำฟ้องร้องทุกอย่างของเจ้าแล้ว."  ลองพูดกับซาตานเช่นนี้ดู เมื่อท่านปรับใช้พระโลหิตเช่นนี้ ซาตานก็พ่ายแพ้ และมันก็รู้ดี ในวิวรณ์ 12:10-11 กล่าวว่า "ผู้ฟ้องร้องพวกพี่น้องของเรา...ถูกเหวี่ยงลงไปแล้ว ... พี่น้องเหล่านั้นได้มีชัยชนะต่อมัน เพราะพระโลหิตของพระเมษโปดก กับถ้อยคำที่ตนเองได้เป็นพยานนั้น." ถ้อยคำที่ท่านเป็นพยานก็คือ การที่ท่านประกาศว่า พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ได้ชำระท่าน ให้พ้นจากความบาปทุกอย่าง และพระโลหิตนี้ ได้ทำให้ซาตานพ่ายแพ้แล้วเมื่อท่านพูดอย่างหนักแน่นเช่นนี้ ก็จะมีชัยชนะต่อการฟ้องร้องของซาตาน.
 
ชีวิตคริสเตียนเป็นสงครามอย่างหนึ่ง ซึ่งมีซาตานเป็น "ศัตรูของท่าน ... เป็นเหมือนสิงโตที่ร้องคำราม และเดินวนเวียนไปทั่ว เพื่อเสาะหาคนที่มันจะกลืนกินได้" (1ปต.5:8) ท่านจะต้องมีอาวุธ ที่เหมาะสมสำหรับสงครามนี้อาวุธที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านจะต้องนำไปใช้ก็คือ พระโลหิตของพระคริสต์.
 
ชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยการสถิตอยู่ของพระเจ้า
โดยฤทธิ์เดชแห่งพระโลหิต อันล้ำค่าของพระคริสต์ คริสเตียนจึงมีทางที่จะดำเนินชีวิต ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลาเมื่อไรก็ตามที่มีความบาป มาขัดขวางการสามัคคีธรรม ระหว่างท่านกับพระเจ้า ท่านก็สามารถสารภาพบาป และปรับใช้พระโลหิตที่มีชัยชนะ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างฉับพลัน และการสามัคคีธรรม ก็จะฟื้นคืนมาทันที ท่านจะปล่อยให้เวลาเสียไปทำไม?  พระโลหิตของพระคริสต์นั้น พร้อมที่จะให้ท่านใช้ได้ทุกวันทุกเวลา ฤทธิ์เดชในการชำระ แห่งพระโลหิตของพระคริสต์นั้น ให้ท่านใช้สอยได้ไม่หมดสิ้น พระโลหิตของพระองค์ ไม่เพียงสามารถชำระความบาปทุกอย่าง ในอดีตเท่านั้น แต่ยังสามารถชำระความบาปทั้งปวง ที่ท่านจะสามารถกระทำได้อีกด้วย.
 
โดยฤทธิ์เดชแห่งพระโลหิต อันล้ำค่าของพระคริสต์ ท่านจึงสามารถรับสุขมโนธรรม ที่ปราศจากรอยคราบแห่งความรู้สึกผิด ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้า ได้ด้วยใจกล้า"ก็ให้เรามุ่งหน้าเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดด้วยใจจริง และด้วยความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม โดยมีใจที่ได้รับการประพรม ให้พ้นจากมโนธรรมที่ชั่วร้าย" (ฮร.10:22)โดยพระโลหิตของพระคริสต์ มโนธรรมของท่าน จึงหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดได้ และเป็นเหมือนหน้าต่าง ที่เพิ่งเช็ดล้างซึ่งใส, กระจ่าง, และเต็มด้วยความสว่าง.
 
สุดท้าย โดยฤทธิ์เดชแห่งพระโลหิต อันล้ำค่าของพระคริสต์ ท่านจึงสามารถมีชัยชนะ ต่อการฟ้องร้องทุกอย่างของซาตานแม้การฟ้องร้องของมันจะมีกำลังมาก แต่พระโลหิตของพระคริสต์ ก็ยิ่งเข้มแข็งกว่าพระโลหิตนี้สามารถตอบคำฟ้องร้อง ของมันได้ทั้งหมด พระโลหิตนี้คืออาวุธของท่าน เมื่อมีอาวุธนี้ ท่านจะไม่มีทางพ่ายแพ้แก่ซาตาน แต่มันจะต้องพ่ายแพ้แก่ท่าน.
 
พระโลหิตของพระคริสต์นี้ ช่างน่ารักและล้ำค่ายิ่งนัก! โดยพระโลหิตนี้ ท่านจึงสามารถมีชีวิตเป็นอยู่ ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าได้ทุกวัน.
 
"แต่ถ้าเราดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ ทรงสถิตอยู่ในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซู พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น." (1 โยฮัน 1:7)
 


[1] พระเมษโปดก แปลว่า ลูกแกะ