Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


 

กุญแจในการมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ -วิญญาณของมนุษย์

"เหตุฉะนั้น เมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระคริสต์ คือพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วฉันใด จงดำเนินชีวิตในพระองค์ฉันนั้น" (กซ.2:6)การต้อนรับพระคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น เป็นประสบการณ์ที่ดีเลิศ แต่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คือเป็นเพียงการลิ้มรสล่วงหน้า ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ของเราคริสเตียนหลายคนปรารถนา ที่จะมีประสบการณ์ต่อทุกสิ่ง ที่พระคริสต์ทรงเป็นและมีชีวิตเป็นอยู่ โดยพระองค์ในทุกเรื่อง เราเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้ จะช่วยเหลือคนเช่นนี้ ให้เข้าสู่ประสบการณ์ ในการร่วมดำเนินชีวิตกับ "พระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรา" (กซ.3:4) ได้เป็นประจำทุกวัน.
 
เรามาเริ่มกันด้วยตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ถ้าเราจะเข้าไปในห้องที่ใส่กุญแจไว้ เราก็ต้องรู้จักลูกกุญแจและรู้ว่า จะใช้ลูกกุญแจนั้นอย่างไรเสียก่อน ในทำนองเดียวกัน ก่อนที่เราจะเข้าสู่ความเที่ยงแท้ แห่งการมีประสบการณ์ ต่อความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระคริสต์ เราก็ต้องรู้จักลูกกุญแจและต้องรู้ว่า จะใช้ลูกกุญแจนี้อย่างไรเหมือนกันจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นลูกกุญแจดอกนี้ ถ้าเรารู้ว่าลูกกุญแจนี้ คืออะไรและใช้อย่างไร เราก็มีเคล็ดลับที่จะใช้ไขประตู สู่ประสบการณ์ที่มีต่อความบริบูรณ์ ทั้งสิ้นของพระคริสต์ ผู้อุดมสมบูรณ์ที่ทรงเป็นชีวิตของเราผู้นี้ ดังนั้นลูกกุญแจ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด.
 
ในพันธสัญญาใหม่ มีพระคัมภีร์ที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ 1 เธซะโลนิเก 5:23: "และขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุขนั้น ทรงแบ่งแยกท่านทั้งหลายให้บริสุทธิ์ อย่างครบถ้วนด้วยพระองค์เอง และรักษาวิญญาณ และจิต และกายของท่านทั้งหลายไว้ ให้ครบสมบูรณ์ปราศจากติเตียนได้ จนถึงเวลาที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา จะเสด็จมา." มนุษย์นั้นมีอยู่สามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และร่างกาย ส่วนต่างๆ เหล่านี้คือสามส่วนที่แตกต่าง และแยกจากกันของมนุษย์คนหนึ่ง.
 
การบ่งถึงความแตกต่าง ของร่างกายกับจิตนั้นเป็นเรื่องง่าย - ทุกคนล้วนรู้ว่าสองส่วนนี้ต่างกัน แต่การที่คริสเตียน จะแยกความแตกต่างของจิต และวิญญาณนั้นไม่ง่ายเลยอันที่จริงคนส่วนใหญ่กลับคิดว่า วิญญาณกับจิตนั้นเหมือนกัน แต่ในข้อพระคัมภีร์ข้างต้น พระวิญญาณของพระเจ้า ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ในพระคำของพระองค์ว่า มนุษย์มีอยู่สามส่วน สามส่วนนี้เชื่อมต่อกัน ด้วยคำสันธานสองคำ: "วิญญาณ และจิต และกาย."
 
เฮ็บราย 4:12 เป็นอีกข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง ความแตกต่างระหว่างวิญญาณและจิต: "เพราะว่าพระคำของพระเจ้านั้น มีชีวิตและมีประสิทธิภาพ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ และสามารถแทงทะลุ กระทั่งแยกได้ทั้งจิตและวิญญาณ."  จิตและวิญญาณไม่ได้เป็นส่วนเดียวกัน เพราะข้อนี้บ่งชี้ว่าสองส่วนนี้ สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด จิตคือจิต ส่วนวิญญาณก็คือวิญญาณ และสองส่วนนี้จะต้องแยกกันด้วย.
 
ในจักรวาลนี้มีสามโลกที่แตกต่างกันคือ โลกฝ่ายกายภาพ, โลกฝ่ายจิต, และโลกฝ่ายวิญญาณเนื่องจากมนุษย์มีสามส่วนที่แตกต่างกัน เขาจึงสามารถติดต่อกับขอบเขต ที่แตกต่างกันสามขอบเขตนี้ได้อย่างแรกคือโลกฝ่ายกายภาพ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของฝ่ายวัตถุมากมาย เราติดต่อกับโลกฝ่ายกายภาพนี้ได้ โดยประสาทสัมผัสทั้งห้า ในร่างกายทางกายภาพของเรา คือ การฟังเสียง, การมองเห็น, การดมกลิ่น, การรับรส, และการสัมผัสจับต้องจากนั้นยังมีโลกฝ่ายวิญญาณเราจะใช้สัมผัสทั้งห้าในร่างกายของเรา ไปติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน มีแต่วิญญาณของเราเท่านั้น ที่สามารถติดต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณได้ ในวิญญาณของเรา มีสัมผัสฝ่ายวิญญาณที่เราใช้สัมผัส รับรู้ถึงพระเจ้าได้.
 
นอกจากนี้ยังมีโลกฝ่ายจิต ซึ่งไม่ได้อยู่ฝ่ายกายภาพ หรือฝ่ายวิญญาณ สมมุติว่า มีคนเอาเงินมหาศาลมาให้ท่าน ท่านจึงมีความสุขมากความสุขนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกฝ่ายกายภาพ หรือโลกฝ่ายวิญญาณ?  ความสุข, ความยินดี, และความโศกเศร้า เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกฝ่ายจิต คำว่า psychologyในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า จิตวิทยา นั้นมาจากคำว่า psyche ในภาษากรีก ซึ่งถูกแปลเป็น "จิต" ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ จิตวิทยา (psychology) ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับจิตดังนั้นเราจะเห็นว่า ยังมีโลกแห่งจิตวิทยา หรือโลกฝ่ายจิตด้วย ซึ่งความโศกเศร้าและความยินดี ก็อยู่ในขอบเขตนี้มนุษย์ถูกเนรมิตสร้างให้มีสามส่วนคือ วิญญาณ (ซคย.12:1), จิต (ยรม.38:16), และร่างกาย (ยนซ.2:7) ก็เพื่อให้เขาสามารถติดต่อ กับสามโลกที่แตกต่างกันนี้ได้ กล่าวคือ โลกฝ่ายวิญญาณ, โลกฝ่ายจิต, และโลกฝ่ายกายภาพ.
 
จิตก็มีอยู่สามส่วน ส่วนแรกคืออารมณ์ (พบญ.14:26; พพร.1:7; มธ.26:38)ความรัก, ความปรารถนา, ความเกลียดชัง, ความสุข, และความโศกเศร้า ล้วนเกิดขึ้นในอารมณ์ทั้งสิ้นอีกส่วนหนึ่งของจิตคือความคิด (ยฮซ.23:14; บพส.139:14; สภษ.19:2) ความนึกคิด, การใคร่ครวญ, ความเห็น, และทัศนคติ คือสิ่งที่อยู่ในความคิดส่วนที่สามของจิตคือ ความตั้งใจ (โยบ 7:15; 6:7; 1คนก.22:19) ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้ทำการตัดสินใจความยินดีและความโศกเศร้าของเรา เป็นเรื่องของอารมณ์ ขณะที่เราใคร่ครวญหรือหาเหตุผล เราก็ใช้ความคิด เมื่อเราตัดสินใจว่าจะทำอะไรสักอย่าง นั่นคือการดำเนินการที่อยู่ในความตั้งใจความคิด, ความตั้งใจ, และอารมณ์ ก็คือสามส่วนของจิต ความคิดคือส่วนที่เราใช้นึกคิด, ความตั้งใจคือส่วนที่เราใช้เลือกสรร, และอารมณ์คือ ส่วนที่เรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบ รักหรือเกลียดชัง.
 
เมื่อเราติดต่อกับโลกฝ่ายจิต เราต้องใช้จิตอันเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ จิตวิทยาในตัวเรา ในโลกฝ่ายวิญญาณก็มีหลักการเดียวกัน ถ้าเราอยากติดต่อกับ สิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณ เราก็ต้องใช้วิญญาณของเราข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างสักเรื่องสมมุติว่ามีคนเปล่งเสียงพูดออกมาเสียงนั้นมีจริง แต่ถ้าท่านอุดหูไว้ และพยายามใช้ดวงตาของท่าน เพ่งดูเสียงของเขา ท่านย่อมทำไม่ได้ท่านใช้อวัยวะผิด ถ้าเราอยากได้ยินเสียงของเขา เราต้องใช้อวัยวะในการฟังของเราการแยกแยะสีสัน ก็อยู่ในหลักการเดียวกันถ้ามีสีฟ้า, สีเขียว, สีม่วง, สีแดง, และสีสันสวยงามอื่นๆ อีกมากมาย แต่ท่านกลับใช้หูของท่าน มาฟังสีเหล่านี้ ท่านจะไม่มีทางได้รับสุข ความงดงามเหล่านี้เลยแก่นสารนั้นมีอยู่จริง แต่ท่านมองไม่เห็น เพราะท่านใช้อวัยวะผิด.
 
ถ้าอย่างนั้น เราจะติดต่อกับพระเจ้าได้อย่างไร?  เราต้องใช้อวัยวะใด ในการติดต่อกับพระองค์?  ก่อนอื่น เราจะต้องมองเห็นว่า พระเจ้าทรงมีแก่นสารอย่างไรใน 1 โกรินโธ 15:45, 2 โกรินโธ 3:17, โยฮัน 14:16-20, และโยฮัน 4:24 ล้วนบอกเราว่า พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ เราจะติดต่อกับพระเจ้า โดยใช้ร่างกายทางกายภาพของเรา ได้หรือไม่? ไม่ได้! นั่นเป็นอวัยวะที่ผิดเราจะติดต่อกับพระเจ้าโดยใช้จิต ซึ่งเป็นอวัยวะทางจิตวิทยาได้หรือไม่?  ไม่ได้!  นั่นก็เป็นอวัยวะที่ผิด เราสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ โดยวิญญาณของเราเท่านั้น เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณโยฮัน 4:24 กล่าวว่า "พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการในวิญญาณ และความสัตย์จริง."  นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญมาก วิญญาณแรกคือพระวิญญาณ หมายถึงพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเอง วิญญาณที่สองคือวิญญาณ ที่ไม่มี "พระ" อยู่ข้างหน้าเพราะหมายถึง วิญญาณมนุษย์ของเรา พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และเราต้องนมัสการพระองค์ ในวิญญาณของเราเราไม่สามารถนมัสการหรือ ติดต่อกับพระองค์ด้วยร่างกาย หรือด้วยจิต เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ เราจึงต้องติดต่อพระองค์, นมัสการพระองค์, และสามัคคีธรรมกับพระองค์ ในวิญญาณของเรา และโดยวิญญาณของเรา.
 
ตอนนี้ให้เรามาดูพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่ง ที่เอ่ยถึงสองวิญญาณนี้ โยฮัน 3:6 กล่าวว่า "ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณนั้น ก็เป็นวิญญาณ." เราทุกคนล้วนรู้ว่าเราได้บังเกิดใหม่ คือได้เกิดอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร? เรื่องนี้ก็หมายความว่า วิญญาณของเราได้บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณของพระเจ้าแล้วซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณ (พระวิญญาณของพระเจ้า) ก็คือวิญญาณ (วิญญาณของมนุษย์)พระคัมภีร์ข้อนี้บอกเราว่า เราได้เกิดอีกครั้งหนึ่งที่ตรงไหน เราไม่ได้เกิดอีกครั้งหนึ่ง ในร่างกายหรือในจิต แต่เกิดในวิญญาณเมื่อเราเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระวิญญาณของพระเจ้า ก็เสด็จเข้าสู่วิญญาณของเราพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ชุบชีพ และประสาทชีวิตให้วิญญาณของเรา ได้บังเกิดใหม่ในชั่วขณะที่เราเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ได้เสด็จมาพร้อมกับพระคริสต์ ผู้เป็นชีวิตเพื่อให้วิญญาณของเรา ถูกชุบชีพและบังเกิดใหม่ และพระองค์ก็ทรงอาศัย อยู่ในวิญญาณของเรา นับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา (ยฮ.4:24; รม.8:16; 2ตธ.4:22; 1กธ.6:17).
 
พระเยซูคริสต์เสด็จมายังโลกนี้ และดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เป็นเวลา 33 ปีครึ่ง จากนั้นพระองค์ทรงถูกตรึงตาย เพื่อความบาปของเรา พระองค์วายพระชนม์, ทรงเป็นขึ้น, และทรงกลายเป็นพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ใน 2 โกรินโธ 3:17 กล่าวว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า (พระคริสต์) ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น." เราต้องถวายสรรเสริญให้มากๆ ที่พระคริสต์ในฐานะพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิตได้เสด็จเข้าสู่เราแล้วเราถูกเนรมิตสร้างให้เป็นภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วยร่างกาย, จิต, และวิญญาณ ส่วนที่พระคริสต์ในฐานะพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิตได้เสด็จเข้ามา ก็คือวิญญาณมนุษย์ของเรา ข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ได้ช่วยให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า บัดนี้พระเจ้าทรงอาศัยอยู่ในวิญญาณของเราแต่ขอให้จำไว้ว่า พระเจ้าผู้อยู่ภายในเรานั้น ไม่ใช่แค่พระเจ้า แต่เป็นพระเยซูคริสต์ทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น, ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ, ตลอดจนทุกสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับมา และทรงบรรลุถึง ล้วนครอบคลุมอยู่ในพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิต บัดนี้พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตนี้ ก็ได้เสด็จเข้าสู่เรา และได้ผสมกลมกลืนกับวิญญาณของเรา จึงทำให้เราเข้าสนิท เป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ (1กธ.6:17) สรรเสริญพระองค์ ที่เราเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ในวิญญาณของเรา ถ้าเรารู้ว่าจะหันสู่วิญญาณของเราอย่างไร เราก็สามารถสัมผัสกับพระคริสต์ได้ นี่คือเคล็ดลับ!  นี่คือลูกกุญแจ!
 
ผู้ที่ไม่เชื่อพระคริสต์ ก็มีแค่ชีวิตทางกายภาพอยู่ในร่างกาย และชีวิตมนุษย์หรือ ชีวิตฝ่ายจิตอยู่ในจิตเท่านั้น พวกเขาไม่มีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า อยู่ในวิญญาณของเขา เพราะเขายังไม่ได้ต้อนรับพระคริสต์ ผู้เป็นชีวิตนิรันดร์เข้าสู่วิญญาณของเขาดังนั้นผู้ที่ไม่เชื่อจึงสามารถดำเนินชีวิตได้ โดยจิตหรือโดยกายเท่านั้นก่อนที่เราจะได้รับความรอด เราทุกคนล้วนเป็นอยู่, ดำเนินชีวิต, และประพฤติปฏิบัติตนในจิตแต่บัดนี้หลังจากที่ได้รับความรอดแล้ว ภายในเรายังมีอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เอง และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตเป็นอยู่ โดยชีวิตนี้ วันนี้สิ่งจำเป็นสำหรับเราก็คือ เราต้องหันมาดำเนินชีวิตในอีกทิศทางหนึ่ง คือหันจากจิตมาสู่วิญญาณ ก่อนที่เราจะได้รับความรอด เราเป็นอยู่โดยชีวิตมนุษย์ซึ่งอยู่ในจิตเนื่องจากเราได้รับความรอดแล้ว เราจึงต้องเป็นอยู่โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในวิญญาณ.
 
ตอนนี้ท่านมองเห็นความจำเป็น ที่เราจะต้องหันสู่วิญญาณของเรา อยู่ตลอดเวลาแล้วหรือยัง?  พระคริสต์ทรงอยู่ในวิญญาณของเรา ถ้าเราอยากพบกับพระคริสต์ เราก็ต้องหันสู่วิญญาณของเราไม่ว่าเราจะทำอะไร, จะไปที่ไหน, หรือจะพูดอะไร เราต้องหันสู่วิญญาณของเราก่อน.  ถ้าเราเรียนรู้ที่จะทำเช่นนี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา อย่างใหญ่หลวง.
 
นี่เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!  พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณ, เรามีวิญญาณ, และสองวิญญาณนี้ ได้เข้าสนิทกันเป็นหนึ่ง บัดนี้โดยการหันสู่วิญญาณของเรา และฝึกฝนวิญญาณหรือ ใช้วิญญาณของเรา เราก็มีหนทางที่จะประสบการณ์ ต่อความเที่ยงแท้ของทุกสิ่ง ที่พระคริสต์ทรงเป็นต่อเรา ใน 1 ติโมเธียว 4:7-8 อัครทูตเปาโล บอกเราให้[1]ฝึกฝนตัวไปในทางธรรม พี่น้องชายบางคนอาจออกกำลังกาย หรือเล่นยิมนาสติกเป็นประจำทุกวันนั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะเปาโลก็บอกว่า การฝึกฝนกายนั้นมีประโยชน์อยู่บ้าง กล่าวคือเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เปาโลยังบรรยายถึงยิมนาสติกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ตลอดไปด้วย คือทั้งสำหรับวันนี้และชั่วนิรันดร์!  ดังนั้นยิมนาสติกอีกชนิดหนึ่ง ที่ว่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจมากกว่า นั่นคือการฝึกฝนวิญญาณของเรา.
 
เรารู้ได้อย่างไรว่า การฝึกฝนตัวไปในทางธรรม หมายถึงการฝึกฝนวิญญาณของเรา?  ให้เรามาพิจารณาด้วยหลักเหตุผลกันก่อน เปาโลกล่าวถึงยิมนาสติกสองชนิด อย่างแรกคือการฝึกฝนทางกาย แล้วอีกอย่างหนึ่งคือการฝึกฝนอะไร? เขาจะหมายถึงการฝึกฝนความคิด ซึ่งก็คือยิมนาสติกทางจิตไม่ได้หรือ?  เราย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การฝึกฝนทางจิตนั้น เป็นสิ่งที่เราฝึกกันมามากแล้ว ทั้งในชั้นประถม, มัธยมต้น, มัธยมปลาย, และมหาวิทยาลัยเราได้เรียนรู้ที่จะฝึกฝนความคิดของเรา มาตั้งแต่ยังเล็กๆ เราได้เรียนรู้ที่จะฝึกฝนตัวเรา ในส่วนนี้กันมาดีพอแล้วนอกจากการฝึกฝนทางกาย และการฝึกฝนความคิดแล้ว ยังมีการฝึกฝนอะไรอีก ที่จำเป็นสำหรับเรา? เราย่อมรู้ได้ทันทีว่า คำตอบก็คือ การฝึกฝนวิญญาณของเรา.
 
เราต้องตระหนักว่า ในการเป็นคริสเตียนนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำเรื่องนั้นอย่างไร เราจะกระทำโดยร่างกาย, โดยจิต, หรือโดยวิญญาณ?  มีพี่น้องอยู่มากมาย ที่ไม่ได้ใช้วิญญาณของตนพวกเขาใช้ความคิด, อารมณ์, ความตั้งใจ, หรือร่างกายทางกายภาพของตน จนเป็นปกติวิสัย แต่ไม่ใช้วิญญาณของตน เราอธิษฐาน, พูดคุย, โต้แย้ง, อ่านพระคัมภีร์, อ้างเหตุผล, ถกเถียง, และหารือ โดยฝึกฝนจิตของเราเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ในการยกข้อพระคัมภีร์ มาอ้างก็ยังมาจากจิตของเรา!  บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องหันกลับมาสู่วิญญาณของเราเราต้องกลับมา!
 
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า ในการอธิษฐาน หรือมาอ่านพระคำของพระเจ้า เพื่อติดต่อกับพระองค์ เราต้องปฏิเสธชีวิตฝ่ายจิตของเรา (ความนึกคิด, ความรู้สึก, และความปรารถนาของเรา) และหันสู่วิญญาณของเรา เพื่อจะติดต่อ และสามัคคีธรรมกับพระองค์เราไม่อาจพบกับพระคริสต์ได้ ด้วยการฝึกฝนความสามารถต่างๆ ในจิตของเรา พระคริสต์ทรงอยู่ในวิญญาณของเรา ไม่ใช่ในจิตของเรา มีเพียงการใช้วิญญาณของเรา จึงจะทำให้เราพบกับพระองค์ได้ แน่นอน เราไม่ควรคิดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องให้เรา เลิกใช้ความสามารถแห่งความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง มีไว้ใช้สำหรับสง่าราศีของพระองค์ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องให้เรา เลิกยึดความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของอาดาม ที่เสื่อมเสีย มาเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตของเรา และให้ชีวิตของพระคริสต์ ที่อยู่ในวิญญาณของเรา ได้ควบคุมตัวเรา ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของเรานั้น เสียหายจนมนุษย์ธรรมชาติของเรา ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้า หรือสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้แล้ว:"แต่มนุษย์ฝ่ายจิต ย่อมไม่ต้อนรับเรื่องราว แห่งพระวิญญาณของพระเจ้า" (1กธ.2:14)นี่คือสาเหตุที่เราต้องมีการเกิดใหม่ ในวิญญาณของเรา (ยฮ.3:6-7).
 
ตอนที่ยังไม่ได้รับความรอดนั้น เราตกต่ำไปหมดทุกส่วน เรามีชีวิตเป็นอยู่ใน และโดยชีวิตฝ่ายจิตที่ตกต่ำนี้ ซึ่งต่อต้านพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงเราต้องเรียนรู้ ที่จะไม่ทำอะไรจากชีวิตที่ตกต่ำนี้อีก แต่ต้องมีชีวิตเป็นอยู่ โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในวิญญาณของเราอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่ได้รับความรอดแล้ว เราต้องยึดชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในวิญญาณของเรา ไม่ใช่ชีวิตที่ตกต่ำซึ่งอยู่ในจิต มาเป็นแหล่งกำเนิด ในการดำเนินชีวิตของเรา ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักว่า สิ่งที่ต้องถูกปฏิเสธและทำลายนั้น ไม่ใช่ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ แต่เป็นชีวิตของจิตที่เราต้องละทิ้ง เราต้องตระหนักว่า ชีวิตฝ่ายจิตตามธรรมชาติ นี้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว (ฆต.2:20; รม.6:6) และบัดนี้เราก็ต้องยึดพระคริสต์ มาเป็นชีวิตของเรา แต่ความสามารถต่างๆ ในจิตของเรา ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่พระวิญญาณนั้น จะทรงใช้ในการสำแดง ตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
เรายังต้องรู้อย่างชัดเจนด้วยว่า เราไม่เพียงฝึกฝนวิญญาณ เฉพาะในการอธิษฐาน และสัมผัสกับพระคำของพระเจ้าเท่านั้น แต่ต้องฝึกฝนวิญญาณกันในทุกเรื่องถ้าในวิญญาณของท่าน ไม่มีการยืนยันหรือความรู้สึกใดๆ ท่านก็ควรหยุดสิ่งที่กำลังจะกระทำ หรือกำลังจะพูดนั้นเสีย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เราอย่าไปพิจารณาว่า "เรื่องนี้ดีหรือไม่ดี?" คริสเตียนไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น!  สิ่งเดียวที่เราควรพิจารณาคือ "ฉันอยู่ในวิญญาณหรือในจิตกันแน่? ฉันกำลังทำเรื่องนี้โดยตัวฉันเอง หรือโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า?"  เมื่อเรากล่าวว่า "โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า" เราไม่ได้หมายถึง องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทัศนะภายนอก แต่เป็นทัศนะภายในอย่างยิ่งเราหมายถึงพระองค์ ซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ที่ได้ผสมกลมกลืนกับวิญญาณของเราเราต้องฝึกฝนวิญญาณของเรา อยู่ตลอดเวลาในทุกสถานที่.
 
ความแตกต่างระหว่างร่างกายและจิตนั้น เป็นสิ่งที่เรารู้ได้อย่างง่ายดาย แต่การแยกแยะวิญญาณจากจิตนั้น ค่อนข้างยาก ตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยเราได้เป็นอย่างดี สมมุติว่าเราไปเจอของอย่างหนึ่ง ที่เราอยากซื้อ เรายิ่งไตร่ตรองถึงของสิ่งนั้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากได้ ในที่สุดเราก็เลยตัดสินใจซื้อ ในเรื่องนี้ เราใช้อารมณ์เพราะเราชอบของสิ่งนั้น, เราใช้ความคิด เพราะเราได้ไตร่ตรองถึงของสิ่งนั้น, และเรายังใช้ความตั้งใจด้วย เพราะเราได้ตัดสินใจที่จะซื้อของสิ่งนั้น ดังนั้นทุกส่วนของจิต ล้วนถูกนำมาใช้งาน แต่เมื่อเราจะไปซื้อของนั้น ภายในเรากลับมีบางสิ่งที่ลึกลงไปอีก คอยท้วงติงและห้ามไว้นี่ก็คือวิญญาณวิญญาณคือส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในตัวเรา เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในที่สุดของทั้งตัวเราในการดำเนินชีวิตของเรานั้น เราต้องดำเนินตามความรู้สึก ที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดในตัวเรานี้.
 
เราทุกคนล้วนเห็นแจ้งแล้ว ใช่หรือไม่ว่า คริสเตียนส่วนใหญ่ ล้วนพลาดไปจากเป้าหมายนี้?  เรามักจะไตร่ตรองว่า สิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดเราคิดว่าถ้าสิ่งใดผิด เราก็ไม่ควรทำ แต่ถ้าสิ่งใดถูก เราต้องทำ ทว่านี่ไม่ใช่หนทาง ความถูกผิดคือคำสอนของศาสนา ถ้าเราได้แต่ปฏิบัติตามศาสนา พระคริสต์ก็หมดคุณค่าเรื่องของการมีประสบการณ์ ต่อพระคริสต์และ ความรอดของพระเจ้านั้น แตกต่างกับศาสนาอย่างสิ้นเชิงประเด็นไม่ได้อยู่ที่ความถูกผิด แต่ประเด็นคือ เราดำเนินชีวิตและกระทำสิ่งต่างๆ อยู่ในจิตหรืออยู่ในวิญญาณเป้าหมายนี้คือสิ่งที่ศาสนาคริสต์พลาดไป กระทั่งเป็นสิ่งที่สูญหายไป จากศาสนาคริสต์แล้ววันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงกำลังฟื้นฟูเป้าหมายนี้ เพราะนี่คือ "กุญแจ" สำหรับทุกสิ่ง.
 
ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือพูดอะไร สิ่งเดียวที่เราต้องแยกแยะก็คือ เราอยู่ในวิญญาณหรืออยู่ในจิตประเด็นไม่ใช่สิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว แต่ต้องถามว่า นั่นคือพระคริสต์หรือตัวเอง คือวิญญาณหรือจิตกันแน่?  เราต้องแยกแยะว่าทั้งชีวิต และการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา อยู่ในวิญญาณของเราหรือไม่.
 
ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มคือ มัดธาย, มาระโก, ลูกา, และโยฮัน องค์พระเยซูเจ้าทรงบอกเรา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เราต้องปฏิเสธตัวเอง และยอมสูญเสียจิต พร้อมด้วยชีวิตฝ่ายจิต (มธ.16:24-26; มก.89:35; ลก.9:23-25; ยฮ.12:25) ต่อมาในหนังสือจดหมาย ก็บอกเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เราจะต้องดำเนินชีวิต, เป็นอยู่, อธิษฐาน, และกระทำทุกสิ่งในวิญญาณ (กจ.17:16;รม.1:9; 12:11; 1กธ.16:18; 1ปต.3:4; อฟ.6:18; วว.1:10)ดังนั้น เราจึงต้องคงอยู่ในวิญญาณตลอดเวลา.
 
เมื่อคนใดฝึกฝนวิญญาณของเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะทรงเคลื่อนไหว และหลั่งไหลได้อย่างอิสระแต่เรื่องนี้เป็นการสู้รบอย่างแท้จริง เพราะซาตานรู้ดีว่า ถ้าเราทุกคนปลดปล่อยวิญญาณของเรา มันก็จะพ่ายแพ้มันจึงใช้เล่ห์กลโจมตีจุดยุทธศาสตร์นี้ โดยการบีบรัดวิญญาณ ของวิสุทธิชนทั้งหลายเอาไว้ถ้ามันยังคงบีบรัดวิญญาณของเราไว้ได้ เราก็เสร็จมัน มันจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงต้องทำการสู้รบ เราต้องเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยวิญญาณของเรา ทุกเวลาในทุกสถานที่ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ส่วนตัว หรือในที่สาธารณะ เราต้องฝึกฝนวิญญาณของเราอยู่เสมอ.
 
สรุปก็คือ เราต้องตระหนักเสียก่อนว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณ อยู่ในวิญญาณของเรา จากนั้นเรายังต้องรู้ถึงความแตกต่าง ระหว่างวิญญาณและจิต ทั้งยังต้องปฏิเสธตัวเอง ซึ่งอยู่ฝ่ายจิตและน้อมตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้อยู่ในวิญญาณของเราเมื่อเราร่วมมือกับวิญญาณของเราอย่างนี้ พระคริสต์ก็จะทรงเป็นเอกในสิ่งสารพัดเช่นนี้เราก็จะมีประสบการณ์ ต่อพระคริสต์อยู่ในวิญญาณของเรา และเราจะเรียนรู้ได้ว่า เราจะนำพระองค์ไปปรับใช้ และจะมีประสบการณ์ต่อพระองค์ ในเรื่องราวทุกอย่างกันอย่างไร.
 


[1] คำว่า "ฝึกฝน" ใน 1ตธ.4:7-8 แปลจากคำว่า "gymnasia" ในภาษากรีก ซึ่งเป็นรากศัพท์ของ "ยิมนาสติก"