Search

 ใส่เรื่องที่ต้องการค้นหาแล้วคลิ๊ก Go

 

  Menu

  อ่านหนังสือ

 

ฟื้นฟูยามเช้า

ค้นคว้าเพิ่มเติม

บทเพลงสรรเสริญ





 

 


 
การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า




การร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า มีความหมายว่าอย่างไร? 
คริสเตียนบางคนคิดว่า การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เหมือนกับการอธิษฐานทูลต่อพระองค์จริงอยู่ที่การร้องเรียก ก็เป็นการอธิษฐานชนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นแค่การอธิษฐานเท่านั้น ศัพท์ในภาษาเฮ็บรายที่แปลว่า "ร้องเรียก" หมายถึงการร้องเสียงดัง, การตะโกนเรียก, การร้องตะโกน ศัพท์ในภาษากรีกที่แปลว่า "ร้องเรียก" หมายถึงการวิงวอนบุคคลผู้หนึ่ง หรือร้องเรียกชื่อบุคคลผู้หนึ่ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การร้องเรียกบุคคลผู้หนึ่ง โดยเอ่ยชื่อของเขาออกมาให้ได้ยินแม้การอธิษฐานอาจกระทำได้ โดยไม่ต้องออกเสียง แต่การร้องเรียกนั้นจะต้องได้ยินเสียง.
 
ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมสองคน ได้ช่วยให้เรามองเห็นว่า การร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้าหมายความว่าอย่างไร ยิระมะยาบอกเราว่า การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า หมายถึงการตะโกนเรียกพระองค์ และมีประสบการณ์ต่อการหายใจ ฝ่ายวิญญาณ"โอ พระยะโฮวา ข้าพเจ้าได้ร้องเรียกพระนาม ของพระองค์จากบ่อลึกที่สุด พระองค์ได้ทรงสดับฟังเสียงของข้าพเจ้า โปรดอย่าซ่อนพระกรรณของพระองค์ จากเสียงลมหายใจของข้าพเจ้า จากเสียงแผดร้องของข้าพเจ้า" (พรท.3:55-56) ยะซายายังบอกเราว่า การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คือการที่เราตะโกนเรียกพระองค์ "บัดนี้พระเจ้าทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเชื่อพึ่งและไม่หวั่นกลัว เพราะองค์พระยะโฮวาเจ้าทรงเป็นกำลัง และบทเพลงของข้าพเจ้า และพระองค์ได้ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้าแล้ว ดังนั้นท่านจะตักน้ำด้วยความชื่นชมยินดี ออกจากบ่อน้ำพุแห่งความรอดและในวันนั้นท่านจะกล่าวว่า จงร้องขอบพระคุณพระยะโฮวา จงร้องเรียกพระนามของพระองค์! ... จงร้องบทเพลงสรรเสริญแด่พระยะโฮวา ... โอ ผู้อาศัยในเมืองซีโอนเอ๋ย จงตะโกนและโห่ร้อง เพราะผู้ใหญ่ยิ่งท่ามกลางท่านทั้งหลาย คือองค์ผู้บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล" (ยซย.12:2-6) พระเจ้าทรงเป็นความรอดของเรา, กำลังของเรา, และบทเพลงของเราได้อย่างไร? เราจะตักน้ำออกจากบ่อน้ำพุ แห่งความรอด ด้วยความชื่นชมยินดีได้อย่างไร?  หนทางก็คือ การร้องเรียกพระนามของพระองค์, สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า, ร้องเพลงสรรเสริญสักบทหนึ่ง, และตะโกนโห่ร้อง ทั้งหมดนี้ล้วนสอดคล้อง กับการร้องเรียกที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 4!
 
การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในพันธสัญญาเดิม
การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้เริ่มจากมนุษยชาติในชั่วอายุที่สาม คืออะโนศบุตรชายของเซธ (ยนซ.4:26)ประวัติศาสตร์แห่งการร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ดำเนินต่อเนื่องไป ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ไล่เรียงตั้งแต่อับราฮาม (ยนซ.12:8), ยิศฮาค (ยนซ.26:25), โมเซ (พบญ.4:7), โยบ (โยบ 12:4), ยาเบซ (1คนก.4:10), ซิมโซน (วนฉ.16:28), ซามูเอล (1ซมอ.12:18), ดาวิด (2ซมอ.22:4), โยนา (ยนา.1:6), เอลียา (1พกษ.18:24), และยิระมะยา (พรท.3:55) วิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิม ไม่เพียงร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พวกเขายังได้พยากรณ์ไว้ว่า ผู้อื่นจะร้องออกพระนามของพระองค์ด้วย (ยอล.2:32; ซฟย.3:9; ซคย.13:9) แม้จะมีหลายคนที่คุ้นเคยกับ คำพยากรณ์ของโยเอลที่กล่าวถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คน ที่สนใจต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การต้อนรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เทลงมาต้องมีการร้องเรียก พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเงื่อนไขในด้านหนึ่งโยเอลพยากรณ์ว่า พระเจ้าจะทรงเทพระวิญญาณ ของพระองค์ลงมา แต่ในอีกด้านหนึ่งเขายังได้พยากรณ์ว่า พลไพร่ทั้งปวงจะร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า คำพยากรณ์นี้ ได้สำเร็จเป็นจริงในวันเพ็นเทคอส (กจ.2:17ก, 21) การเทลงมาของพระเจ้า ต้องการการร่วมมือของเรา โดยการร้องเรียกพระองค์.
 
เหล่าผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่นำไปปฏิบัติ
การร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นสิ่งที่วิสุทธิชนในพันธสัญญาใหม่ เริ่มมีภาคปฏิบัติกัน ตั้งแต่วันเพ็นเทคอส (กจ.2:21) ขณะที่ซะเตฟาโน กำลังถูกหินขว้างตาย เขาก็ร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.7:59) ผู้เชื่อทั้งหลายในพันธสัญญาใหม่ ล้วนมีภาคปฏิบัติในเรื่องของการร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.9:14; 22:16; 1กธ.1:2; 2ตธ.2:22)เซาโลแห่งเมืองตาระโซ ได้รับอำนาจจากพวกหัวหน้าปุโรหิต ให้ไปจับกุมทุกคนที่ร้องเรียก พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.9:14) กรณีนี้ชี้บ่งว่า วิสุทธิชนทุกคน ในสมัยแรก ล้วนเป็นผู้ร้องเรียกพระเยซู การร้องเรียกพระนาม องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา กลายเป็นสัญลักษณ์หรือ เครื่องหมายที่แสดงว่า เขาเป็นคริสเตียนถ้าเรากลายเป็นผู้ที่ร้องเรียก พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า การร้องเรียกของเรา ก็คือเครื่องหมายที่ชัดเจน ซึ่งแสดงว่าเราเป็นคริสเตียน.
 
อัครทูตเปาโลก็เน้นถึง เรื่องของการร้องเรียกเช่นเดียวกัน ในขณะที่เขาเขียนหนังสือโรม เขากล่าวว่า "เหตุว่าหาได้มีความแตกต่าง ระหว่างพวกยูดายและพวกกรีกไม่ ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงมีความอุดมสมบูรณ์ ต่อคนทั้งปวงที่ร้องเรียกพระองค์ เพราะว่า 'ทุกคนที่ร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็รอด'" (รม.10:12-13)เปาโลยังกล่าวถึงการร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้าไว้ใน 1 โกรินโธด้วยการกล่าวว่า "ด้วยกันกับคนทั้งปวง ที่ร้องออกพระนาม องค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ในทุกแห่งหน พระองค์ทรงเป็นของพวกเขา และของพวกเราด้วย" (1กธ.1:2) นอกจากนี้ใน 2 ติโมเธียว เขายังบอกให้ติโมเธียวแสวงหา เรื่องราวฝ่ายวิญญาณด้วยกัน กับคนเหล่านั้น ที่ร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ (2ตธ.2:22) จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่าในศตวรรษที่หนึ่ง คริสเตียนทั้งหลาย มีภาคปฏิบัติของการร้องเรียก พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า กันอย่างมากดังนั้นตลอดยุคพันธสัญญาเดิม และในช่วงแรกๆ ของยุคคริสเตียน วิสุทธิชนทั้งหลาย ล้วนร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่คริสเตียนส่วนใหญ่ ได้ละเลยภาคปฏิบัตินี้ มาเป็นเวลานานแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในวันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้า ประสงค์ที่จะฟื้นฟูเรื่องนี้ และยังประสงค์ให้เรามีภาคปฏิบัติในเรื่องนี้ เพราะเราจะได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น แห่งชีวิตของพระองค์.
 
จุดประสงค์ของการร้องเรียก
เหตุใดเราจึงต้องร้องเรียก พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า?  มนุษย์ต้องร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อที่จะได้รับความรอด (รม.10:13) แม้การให้ผู้คนอธิษฐาน อย่างเงียบๆ จะสามารถช่วยผู้คน ให้รับความรอดได้จริง แต่ก็รอดอย่างไม่อุดมสมบูรณ์นักการร้องเรียกด้วยเสียงดัง จะช่วยเหลือผู้คนให้รับความรอด ได้อย่างอุดมสมบูรณ์กว่า และถี่ถ้วนกว่าดังนั้นเราจะต้องหนุนใจผู้คน ให้เปิดตัวเองออกและ ร้องเรียกพระนามขององค์พระเยซูเจ้าบทเพลงสรรเสริญบทที่ 116 บอกเราว่า เราอาจมีส่วนในความรอด ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ด้วยการร้องเรียกพระองค์ "ข้าพเจ้าจะยกถ้วยแห่งความรอด และร้องเรียกพระนาม ของพระยะโฮวา" (ข้อ 13)ในบทเพลงสรรเสริญบทเดียวนี้ ได้กล่าวถึงการร้องเรียกพระนาม ของพระยะโฮวาถึงสี่ครั้งด้วยกัน (ข้อ 2, 4, 13, 17) เราได้เห็นไปแล้วว่า หนทางที่จะตักน้ำออกจากบ่อน้ำพุ แห่งความรอดก็คือ การร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ยซย.12:2-4) มีคริสเตียนอยู่มากมาย ที่ไม่เคยร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้ามาก่อนเลยหากท่านไม่เคยร้องเรียก หรือร้องตะโกนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเลย ข้าพเจ้าก็สงสัยว่า ท่านจะรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า อย่างอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร?  ลองร้องตะโกน ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ดูเถิด"จงร้องเรียกพระนามของพระองค์! ... จงตะโกนและโห่ร้อง" (ยซย.12:4, 6) หากท่านไม่เคยร้องตะโกนมาก่อนเลยว่า พระองค์ทรงเป็นอะไรต่อท่าน ข้าพเจ้าก็ขอหนุนใจ ให้ท่านลองดูสักหน่อย ท่านยิ่งร้องตะโกนว่า "โอ พระเยซู พระองค์ทรงดีต่อข้าพเจ้ายิ่งนัก"ท่านก็จะยิ่งได้รับการปลดปล่อย ให้พ้นจากตัวเองของท่าน และจะถูกเติมเต็มด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้ามีวิสุทธิชนมากมาย ที่ได้รับการปลดปล่อย และได้รับความอุดมสมบูรณ์ โดยการร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
อีกสาเหตุหนึ่ง ของการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คือการได้รับการช่วย ให้พ้นจากความทุกข์ยาก (บพส.18:6; 118:5), จากความยากลำบาก (บพส.50:15; 86:7; 81:7), จากความเสียใจและความเจ็บปวด (บพส.116:3-4) แม้แต่คนที่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับ การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อเขาประสบกับความยากลำบาก หรือความเจ็บป่วย เขาจะพบว่าตัวเขาเอง ก็ร้องเรียกพระองค์เช่นกันเมื่อชีวิตของเราปราศจาก ความยากลำบากใดๆ เราก็จะโต้แย้งเกี่ยวกับ การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เมื่อความยากลำบากมาถึง ก็ไม่จำเป็นต้องมีใคร มาบอกให้เราร้องเรียกพระองค์ เราจะร้องเรียกเองโดยอัตโนมัติ.
 
ยิ่งกว่านั้น หนทางที่เราจะมีส่วน ในความเมตตาอันอุดม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ การร้องเรียกพระองค์เรายิ่งร้องเรียกพระองค์ เราก็จะยิ่งรับสุขความเมตตา ของพระองค์ (บพส.86:5) สาเหตุอีกประการหนึ่ง ในการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คือการต้อนรับพระวิญญาณ (กจ.2:17ก, 21)หนทางที่ดีและง่ายที่สุด ในการถูกเติมเต็ม ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือการร้องเรียกพระนาม ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระวิญญาณได้ทรงเทลงมาแล้ว เราเพียงแต่ต้อนรับพระองค์ ด้วยการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น.
 
ยะซายา 55:1 กล่าวว่า "โอ้ ทุกคนที่กระหาย จงมาที่น้ำเถิด และผู้ที่ไม่มีเงินก็มาเถิด ท่านทั้งหลายจงมาซื้อกินเถิด จงมาซื้อเหล้าองุ่นและน้ำนม โดยไม่ต้องใช้เงิน และไม่ต้องจ่ายราคา."  หนทางในการกิน และดื่มองค์พระผู้เป็นเจ้าคืออะไร?  ยะซายาบอกหนทางนี้แก่เรา ในข้อ 6 ของบทเดียวกันนี้ว่า "จงแสวงหาพระยะโฮวา เมื่อจะพบพระองค์ได้ จงร้องเรียกพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้."  ดังนั้นหนทางที่จะดื่มน้ำฝ่ายวิญญาณ และกินอาหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อให้เราอิ่มหนำก็คือ การแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า และการร้องเรียก พระนามของพระองค์.
 
โรม 10:12 กล่าวว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง ทรงมีความอุดมสมบูรณ์ ต่อทุกคนที่ร้องเรียกพระองค์หนทางที่จะรับสุขความอุดมสมบูรณ์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ การร้องเรียกพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงไม่เพียงอุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงอยู่ใกล้ และสะดวกง่ายดายอีกด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45ข)ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น พระองค์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราสามารถร้องเรียกพระนาม ของพระองค์ได้ทุกเวลาและทุกสถานที่เมื่อเราร้องเรียกพระองค์ พระองค์ก็จะเสด็จมาหาเรา ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และเราก็ได้รับสุข ความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์.
 
หนังสือ 1 โกรินโธเป็นหนังสือที่กล่าวถึง การรับสุขพระคริสต์ ในบทที่ 12 เปาโลบอกเราว่า จะรับสุขพระองค์อย่างไรหนทางที่จะรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คือการร้องเรียกพระนามของพระองค์ (12:3; 1:2) ทุกครั้งที่เราร้องว่า "พระเยซู" พระองค์ก็จะเสด็จมา ในฐานะพระวิญญาณนั้น และเราก็ได้ดื่มพระองค์ (12:13) ผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตถ้าข้าพเจ้าเรียกชื่อของคนๆ หนึ่ง และถ้าคนผู้นั้นมีตัวตนอยู่จริง, มีชีวิต, และอยู่ใกล้ๆ ด้วย คนผู้นั้นย่อมจะมาหาข้าพเจ้า องค์พระเยซูเจ้าทรงมีจริง, มีชีวิต, และทรงอยู่ใกล้! พระองค์ทรงสะดวกง่ายดายอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เราร้องเรียกพระองค์ พระองค์ก็จะเสด็จมา ท่านต้องการที่จะรับสุขการสถิตอยู่ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า พร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทั้งสิ้นของพระองค์หรือไม่?  หนทางที่ดีที่สุดในการมีประสบการณ์ ต่อการสถิตอยู่ของพระองค์ พร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์ ก็คือการร้องเรียกพระนามของพระองค์จงร้องเรียกพระองค์ ในขณะที่ท่านขับรถบนทางหลวง หรือในขณะที่ท่านกำลังทำงาน ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไร ขอเพียงท่านร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้า ก็จะทรงอยู่ใกล้ และอุดมสมบูรณ์ต่อท่าน.
 
นอกจากนั้น โดยการร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เรายังสามารถเร่งเร้าตัวเองขึ้นมาได้ยะซายา 64:7 กล่าวว่า "ไม่มีผู้ใดร้องเรียกพระนามของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้เร่งเร้าตัวเอง ให้ยึดฉวยพระองค์ไว้"เมื่อเรารู้สึกว่าเราทรุดลงหรือตกต่ำ เราสามารถยกและเร่งเร้าตัวเราขึ้นมาได้ ด้วยการร้องเรียกพระนาม ขององค์พระเยซูเจ้า.
 
วิธีร้องเรียก
เราจะร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้ากันอย่างไร?  เราต้องร้องเรียกพระองค์จากใจที่บริสุทธิ์ (2ตธ.2:22)ใจของเราซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด จะต้องมีความบริสุทธิ์ คือไม่เสาะหาสิ่งอื่นใด นอกจากพระองค์เท่านั้น ยิ่งกว่านั้น เราจะต้องร้องเรียกด้วยริมฝีปากที่บริสุทธิ์ (ซฟย.3:9) เราจะต้องระวังคำพูดของเรา เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้ริมฝีปากของเรา แปดเปื้อนไปได้มากกว่า การพูดจาไร้สาระอีกแล้วถ้าริมฝีปากของเราไม่บริสุทธิ์ เนื่องจากการพูดจาไร้สาระ เราก็ยากที่จะร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าได้นอกจากใจที่บริสุทธิ์ และริมฝีปากที่บริสุทธิ์แล้ว เรายังต้องมีปากที่เปิดออก (บพส.81:10) เราต้องเปิดปากของเราให้กว้าง เพื่อที่จะร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้านอกจากนี้เรายังต้องร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้า กันอย่างเป็นกลุ่มชน ใน 2 ติโมเธียว 2:22 กล่าวว่า "ท่านจงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหา แห่งคนหนุ่มๆ นั้น และจงมุ่งแสวงหาความชอบธรรม, ความเชื่อ, ความรัก, และสันติสุข ด้วยกันกับคนทั้งหลาย ที่ร้องออกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์" เราต้องมาอยู่รวมกัน เพื่อที่จะร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า บทเพลงสรรเสริญ 88:9 กล่าวว่า "โอ พระยะโฮวา ข้าพเจ้าได้ร้องเรียกพระองค์ทุกๆ วัน" ดังนั้นเราจึงควรร้องเรียก พระนามของพระองค์ทุกๆ วันนอกจากนั้นบทเพลงสรรเสริญ 116:2 ยังกล่าวว่า "เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะร้องเรียกพระองค์ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่" ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ควรที่จะร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
 
ความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกปฏิบัติ
การร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่ได้เป็นแค่หลักธรรม แต่เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริงเราจะต้องฝึกปฏิบัติเช่นนี้ทุกๆ วัน ทุกๆ ชั่วโมง เราไม่ควรหยุดการหายใจ ฝ่ายวิญญาณของเรา เราหวังว่าจะมีพลไพร่ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แรกเชื่อ เริ่มต้นมีภาคปฏิบัติ ของการร้องเรียก องค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นปัจจุบันนี้มีคริสเตียนอยู่มากมายที่ได้พบว่า โดยการร้องออกพระนามของพระองค์ เขาจึงสามารถรู้จักพระองค์, เขาได้ถูกนำเข้าสู่ฤทธิ์เดช แห่งการเป็นขึ้นของพระองค์, เขาได้ประสบการณ์ต่อความรอด ในยามฉับพลันของพระองค์, และเขาได้ร่วมดำเนินกับพระองค์ อยู่ในความเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด หรือในสถานการณ์ใด จงร้องว่า "พระเยซู โอ พระเยซู!"  ถ้าท่านมีภาคปฏิบัติ ของการร้องเรียกพระนามของพระองค์ ท่านจะพบว่า นี่คือหนทางที่ดีเลิศ ในการรับสุขความอุดมสมบูรณ์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.