TERMSOOK.COM Slogan slogan slogan
Simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simple simle
***Note: Right click here. And select for Edit header image ***
Search

Main Menu
    Counter
     สถิติวันนี้ 108 คน
     สถิติเมื่อวาน 227 คน
     สถิติเดือนนี้
    สถิติปีนี้
    สถิติทั้งหมด
    1508 คน
    17185 คน
    498875 คน
    เริ่มเมื่อ 2009-11-26

    Link


     




    My marquee text
    Welcome to Website .........
     
     


    หนังสือ การฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้า 

    บทที่1(ตัวอย่างเนื้อหา)
    ศักราชแห่งประวัติศาสตร์การฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้า
    บรรดาอัครทูตในระยะแรก
    มัดธาย(Matthew)
    ผู้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเลวี บุตรอาละฟาย ซึ่งเดิมทีเป็นคนเก็บภาษี แต่ต่อมาได้เป็นอัครทูตคนหนึ่ง ได้เขียนกิตติคุณมัดธายในปี ค.ศ.37-40 ประกาศกิตติคุณไปๆ มาๆ ระหว่างแผ่นดินยูดาย,  (Ethiopia) และ  (Parthias) พลีชีพเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในปี ค.ศ.60 ที่ (Ethiopia)
     
    ยาโกโบ(James)
    เป็นพี่น้องฝ่ายเนื้อหนัง ของพระเยซูและยูดา(ยูดาข้อ 1) เป็นผู้อาวุโสของคริสตจักร ที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม เป็นเสาหลักของคริสตจักร ร่วมกับเปโตรและโยฮัน ได้เขียนหนังสือยาโกโบ เสร็จในปี ค.ศ. 50
     
    ลูกา (luke)
    เป็นชาวต่างชาติ อาจจะเป็นชาวกรีก ที่อยู่ในเอเชียไมเนอร์ มีอาชีพเป็นหมอ ได้ร่วมเดินทางกับเปาโล ขณะที่ท่านออกไปทำการปฏิบัติ ได้เขียนกิตติคุณลูกา และหนังสือกิจการของพวกอัครทูต เสร็จในปี ค.ศ.60 และ 67- 68 ตามลำดับ
     
    เปโตร(Peter)
    ซีโมนเปโตรผู้เรียกตัวเองว่า เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ และผู้ทาสและ อัครทูตของพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนหนังสือ 1 เปโตร และ 2 เปโตรได้เขียนหนังสือจดหมายเสร็จ ในปี ค.ศ.64 และ 69 ตามลำดับ เปโตรคือผู้ที่ถูกเรียกเป็นคนแรก ในท่ามกลางอัครทูต 12 คน เดิมทีเป็นชาวประมง ที่อยู่แถบทะเลฆาลิลาย ตามการบันทึกของพระคัมภีร์ มีเรื่องที่โดดเด่น คือได้รับคำสัญญาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า จะเป็นชาวประมงที่จับคน, ปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้า 3 ครั้ง, ประกาศกิตติคุณ ในวันเพนเทคอสและ ได้นำกิตติคุณไปให้แก่ชาวต่างชาติ ที่บ้านของโกระเนเลียว จากนั้นก็ไปประกาศกิตติคุณ ที่เอเซียไมเนอร์และกรุงโรม สุดท้ายพลีชีพ เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในปี ค.ศ.69-70
     
    ยูดา (Jude)
    เขียนหนังสือยูดาในปี ค.ศ.69 เป็นน้องชายฝ่ายเนื้อหนัง ของพระเยซูและของยาโกโบ ผู้เขียนหนังสือยาโกโบ
     
    มาระโก (Mark)
    ผู้มีอีกชื่อหนึ่งว่าโยฮัน เป็นบุตรชายของมาเรีย (กจ.12:2) ที่ได้เอ่ยถึงในคริสตจักร กรุงเยรูซาเล็ม และเป็นลูกพี่ลูกน้อง กับบาระนาบา (กซ.4:10) มาระโกได้ทำการปฏิบัติด้วยกัน กับบาระนาบาและเปาโล มีความใกล้ชิดกับเปโตรเป็นอย่างมาก ในระยะแรกของคริสตจัก รต่างก็ยอมรับว่า กิตติคุณของมาระโกนั้น พูดโดยเปโตร แต่เขียนโดยมาระโก ซึ่งได้เขียนเสร็จในระหว่างปี ค.ศ. 67-70
     
    เปาโล (Paul)
    เดิมชื่อเซาโลได้ข่มเหง และจับคนที่ร้องเรียกพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ได้หันเปลี่ยนเนื่องจาก การปรากฏขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในระหว่างทางที่ไปเมืองดาเมเซ็ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเปาโลว่า"ภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับประกาศนามของเรา ไปสู่พวกต่างชาติ, กษัตริย์และบุตรหลาน ของอิสราเอล" (กจ.9:15) เปาโลได้เดินทางไปทำการปฏิบัติ 4 ครั้ง โดยเดินทางจากทิศตะวันออก คือกรุงเยรูซาเล็ม ไปจนถึงทิศตะวันตกคือกรุงโรม  หนังสือที่เขียนมีหนังสือฆะลาเตีย (ประมาณปี ค.ศ.54) หนังสือเธซะโลนิเก (ประมาณปี ค.ศ.54) หนังสือโกรินโธ (ประมาณปี ค.ศ.59-60) หนังสือโรม (ประมาณปี ค.ศ.60) หนังสือเอเฟโซ (ประมาณปี ค.ศ.64 ) หนังสือฟิลิปปอย (ประมาณปี ค.ศ.64) หนังสือโกโลซาย (ประมาณปี ค.ศ.64) หนังสือฟิเลโมน (ประมาณปี ค.ศ.64) หนังสือ 1 ติโมเธียว (ประมาณปี ค.ศ.65) หนังสือติโต (ประมาณปี ค.ศ.65) หนังสือเฮ็บราย (ประมาณปี ค.ศ.67) หนังสือ 2 ติโมเธียว (ประมาณปี ค.ศ.67) ประมาณปี ค.ศ. 67 ถูกจำคุกเนื่องจากการข่มเหงของ (Nero) เมื่อผ่านไปอีกไม่นานก็ได้พลีชี
     
    โยฮัน (John)
    อัครทูตโยฮัน เป็นบุตรชายของเซเบดาย น้องชายของยาโกโบ มารดาของเขาคือซะโลเม ในประมาณปี ค.ศ.90 ถูกจับไปปล่อยที่เกาะปัตโม เนื่องจากพระคำของพระเจ้า และพยานของพระเยซู ในระหว่างที่อยู่เกาะปัตโม ได้รับการเปิดเผย จึงเขียนเป็นหนังสือวิวรณ์ นอกจากนี้ประมาณปี ค.ศ. 90 ได้เขียนหนังสือกิตติคุณโยฮัน และได้เขียนหนังสือจดหมายโยฮัน เสร็จในระหว่างปี ค.ศ.90-95
     
    ผู้พลีชีพภายใต้จักรวรรดิโรมัน/ พวกบรรพชน
    (Clement of Rome) (ประมาณปี ค.ศ.30-96)
    เป็นผู้ดูแลของกรุงโรม ได้เป็นพยานถึง ตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์, สภาพพระเจ้าของพระคริสต์, ได้รับการโปรดให้ชอบธรรม โดยพระคุณ และความเป็นหนึ่ง ของคริสตจักรเป็นต้น
     
    (Ignatius) (ปี ค.ศ.35-107)
    เป็นผู้ดูแลของ (Antioch) ได้เขียนหนังสือจดหมายเจ็ดฉบับ ซึ่งมีผลสะท้อนต่อคริสตจักร ในระยะแรกเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาได้ถูกทหารโรมัน นำตัวไปที่กรุงโรมแล้วพลีชีพที่นั่น ท่านได้ป่าวประกาศต่อผู้ที่ข่มเหงว่า "นำข้าพเจ้ามอบให้กับสัตว์ร้าย เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในพระเจ้า"
     
    โพลีคาร์ป (Polycarp) (ประมาณปี ค.ศ.69-155)
    ได้รับการศึกษาจากอัครทูตโยฮัน ต่อมาได้กลายเป็นผู้ดูแลของ  (Smyrna) ในผลงานประพันธ์นั้น จะหยิบยกข้อพระคัมภีร์มาใช้เสมอ ต่อต้าน  (Marcion) ผู้เป็นมิจฉาลัทธิ ของลัทธิ (Gnostic) และเรียก (Marcion) ว่า "ผู้บังเกิดคนแรกของซาตาน" ต่อมาได้พลีชีพเมื่ออายุ 86 ปี (Irenaeus) (ประมาณปี ค.ศ.130-202)
     
    เป็นลูกศิษย์ของ โพลีคาร์ป (Polycarp) เป็นผู้ดูแลของ (Lyon) ได้เขียนหนังสือ "การต่อต้านมิจฉาลัทธิ" เพื่อต่อต้านลัทธิ  (Gnosticism) โดยเฉพาะ ประกาศว่า พระคริสต์เป็นอาดามคนสุดท้าย ในพระองค์นั้นไม่เพียงแต่ฟื้นฟู สิ่งที่ได้สูญหายไปในอาดามคนแรก แต่ยังได้สำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า ที่อยู่บนตัวของมนุษย์ ได้สอนอย่างแน่วแน่ว่า "มนุษย์ได้กลายเป็นพระเจ้า ในความรอดของพระเจ้า"
     
    (Hippolytus) (ประมาณปี ค.ศ.160-235)
    เป็นผู้พิทักษ์ที่มีชื่อเสียง เคยเป็นลูกศิษย์ของ (Irenaeus) ได้เขียนหนังสือ "หักล้างมิจฉาลัทธิทั้งหลาย" ได้ต่อต้านมิจฉาลัทธิ  (Heresies) อย่างรุนแรง ยังได้เขียนหนังสือ "การถ่ายทอดของอัครทูต" ได้รักษาหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ไว้ ด้วยใจที่ร้อนรน อีกทั้งได้ปกป้องและ รักษาคำสอนของอัครทูตไว้
     
    (Tertullian) (ประมาณปี ค.ศ.160-225)
    เป็นบรรพชนของอาฟริกาเหนือ เป็นผู้พิทักษ์ที่มีชื่อเสียง ได้แนวคิดมาจาก (Irenaeus) ได้เขียนหนังสือหักล้าง "Against" ประกาศว่าพระเจ้าตรีเอกภาพนั้น มีสามพระภาคแต่มีธาตุแท้เพียงหนึ่งเดียว และมีการอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ ของพระคริสต์ ได้มีผลสะท้อนต่อการกำหนด กฎข้อเชื่อของการประชุม (Nicene) ในเวลาต่อมา ได้ต่อต้านลัทธิ (Gnosticism) (ทฤษฎีของ Marcionite) ซึ่งเป็นมิจฉาลัทธิที่พูดเพ้อฝัน และปกป้องหลักความเชื่อของพระคริสต์ จากรัฐบาลของโรมัน
     
    (Pantaenus) (ปี ค.ศ.120-190)
    เป็นผู้ริเริ่มของคณะ (Alexandrian) เริ่มต้นก่อตั้งโรงเรียน แห่งพระคำที่บริสุทธิ์ (Catechetical School) ขึ้น
     
    (Clement of Alexandria) (ประมาณปี ค.ศ.155-215)
    เกิดที่กรุงเอเธนส์เป็นลูกศิษย์ของ(Pantaenus) ต่อมาได้กลายเป็นอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงของเมือง  (Alexandria) ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การชี้แจงการงานของ "พระคำ" ที่กลายเป็นเนื้อหนัง
     
    (Origen) (ประมาณปี ค.ศ.185-254)
    เกิดที่อียิบป์ เป็นผู้สืบทอดของ (Clement) ต่อมาได้กลายเป็น อาจารย์ที่มีชื่อเสียงของเมือง (Alexandria) มีผลงานประพันธ์ที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพระคัมภีร์ พันธสัญญาเดิมฉบับ           (Hexapla) เป็นผลงานประพันธ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งได้นำพระคัมภีร์ 6 ฉบับคือพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ภาษาเฮ็บรายกับพระคัมภีร์ ที่แปลเป็นภาษากรีกอีก 4 ฉบับรวมเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มคำอธิบายต่างๆ อีกมากมาย ได้มองเห็นธาตุแท้ฝ่ายสวรรค์ของคริสตจักร ได้ชี้แจงว่าในด้านฝ่ายวิญญาณนั้นคริสตจักร "ได้ก่อรูปขึ้นมาจากผู้ที่ได้ประสบการณ์ กับฤทธิ์เดชแห่งกิตติคุณ" ยังได้ชี้แจงว่าการอธิษฐานไม่ใช่ "การทูลขอ" แต่เป็น "การมีส่วนในชีวิตของพระเจ้า"
     
    (Athanasius) (ปี ค.ศ.296-373)
    ได้ให้การช่วยเหลือ ในการกำหนดกฎข้อเชื่อ ของการประชุมใหญ่ไนซี (Nicene) ในปี ค.ศ.325 ต่อมาได้เป็นผู้ดูแลของเมือง (Alexandria) ตลอดชีวิตได้ต่อต้านมิจฉาลัทธิของ (Arian)  พยายามชี้แจงถึง "สภาพพระเจ้าของพระคริสต์" ไม่ย่อท้อในการเขียนหนังสือ "เกี่ยวกับพระคำกลายเป็นเนื้อหนัง" คำพูดที่มีชื่อเสียงคือ "พระเจ้ากลายเป็นมนุษย์ เพื่อให้เรากลายเป็นพระเจ้า"
     
    (The Cappadocian Teachers)
    ชี้แจงว่าตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ก็คือ"มีสามพระภาคแต่มีธาตุแท้เดียว"
     
    (Basil the Great) (ประมาณปี ค.ศ.329-379)
    เป็นหนึ่งในอาจารย์ของคณะ(The Cappadocian) เป็นผู้ดูแลของ (Caesarea) ได้รับผลสะท้อนอย่างมาก จากลัทธิบำเพ็ญตบะ ส่งเสริมการดำเนินชีวิต แบบเรียบง่ายอย่างเต็มที่  เชี่ยวชาญในปรัชญาของ (Origen) ต่อต้านมิจฉาลัทธิ (Arianism) เริ่มปฏิบัติตามกฎคำสอนของศาสนา ที่กำหนดขึ้นมาในการประชุมใหญ่ไนซี (Nicene)
     
    (Gregory of Nyssa) (ประมาณปี ค.ศ.330-390)
    เป็นหนึ่งในอาจารย์คณะ(The Cappadocian) เป็นน้องชายของ(Basil) เป็นผู้ดูแลของ (Nyssa)ได้ชี้แจงความแตกต่าง ระหว่างฐานันดรของ ตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ (hypostasis) กับธาตุแท้ (ousia)
     
    (Gregory of Nazianzus) (ประมาณปี ค.ศ.330-394)
    เป็นหนึ่งในอาจารย์ของคณะ(The Capadocian) เป็นผู้ดูแลของ (Constantinople) มีวาทศิลป์ในการเทศนาเป็นอย่างมาก และมีชื่อเสียงมาก ในการต่อต้านศาสนศาสตร์ทั้ง 5 บทของมิจฉาลัทธิ (Arians)
     
    (Ambrose) (ปี ค.ศ.337-397)
    เป็นผู้ดูแลของ(Milan) เคยให้ (Augustine) รับบัพติศมา ประกาศว่าคริสตจักร ควรเป็นเอกเทศต่อประเทศ โดยกล่าวว่า "จักรพรรดิอยู่ภายใต้คริสตจักร ไม่ใช่อยู่เหนือคริสตจักร"
     
    (Jerome) (ปี ค.ศ.340-419)
    เกิดที่อิตาลี ต่อมาย้ายไปที่(Palestine) ตลอดชีวิตมอบถวายให้กับลัทธิบำเพ็ญตบะ และหนุนใจให้ผู้เชื่อ ดำเนินชีวิตที่ทรมานตัวเอง ใช้เวลา 20 ปีแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาลาติน (ฉบับ Valgate) ขณะเดียวกันก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ การอธิบายคำศัพท์ในพันธสัญญาเดิม และพันธสัญญาใหม่ และประวัติศาสตร์ของคริสตจักร อีกหลายเล่ม
     
    (Chrysostom) (ปี ค.ศ.346-407)
    เป็นผู้ดูแลของ(Constantinople) ให้ความสำคัญกับ การประพฤติของคริสเตียน เมื่อเทศนาได้อธิบายพระคัมภีร์อย่างมีอคติ และเน้นหนักในด้านภาคปฏิบัติ ได้เขียนหนังสือยกย่อง การดำเนินชีวิตบำเพ็ญตบะ, การรักษาพรหมจารี และการรักษาความเป็นม่าย สุดท้ายพลีชีพ
     
    (Augustine) (ปี 354-430)
    เป็นผู้ดูแลของ (Hippo) ในอาฟริกาเหนือ มีใจร้อนรนอย่างมาก เพื่อความเป็นหนึ่งของคริสตจักร หักล้างมิจฉาลัทธิของ  (Pelagianism) ได้เขียนหนังสือ "บันทึกการสารภาพบาป", "เมืองแห่งพระเจ้า" ยังได้เขียนหนังสือ "เกี่ยวกับตรีเอกภาพ" เพื่ออธิบายถึงหลักความจริง เกี่ยวกับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ และมีผลสะท้อนอย่างมากต่อศาสนศาสตร์ ของศาสนาคริสต์ทางตะวันตก ในเวลาต่อมา
     
    ผู้ปฏิรูปในช่วงแห่งความมืด
    (Benedict of Nursia) (ปี ค.ศ.480-550)
    เป็นผู้มีการศึกษาที่อยู่ในกรุงโรม แต่เบื่อหน่ายการดำเนินชีวิต ที่ตกต่ำของกรุงโรม จึงหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำ ดำเนินชีวิตอย่างสันโดษ ต่อมาได้ก่อตั้งศูนย์บำเพ็ญตบะถึง 12 แห่งและได้เรียบเรียง และแก้ไขกฎ ของศูนย์บำเพ็ญตบะขึ้นใหม่ ถูกยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งศูนย์บำเพ็ญตบะ ของทางตะวันตก"
     
    ผู้เชื่อคณะ  (Paulicians)
    เป็นผู้เชื่อที่อยู่ในเอเซียไมเนอร์ และ Armenia มีความแตกต่างจากศาสนาโรมัน อวดอ้างว่าเป็นผู้สืบทอด ฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงของคริสตจักร ในยุคสมัยอัครทูต ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยปฏิบัติตามคำสอนของอัครทูต และพระคัมภีร์ พยายามรักษาและป่าวประกาศ ความยอดเยี่ยมของพันธสัญญาใหม่ โดยมีบุคคลที่สำคัญเช่น(Silvanus) (ปี ค.ศ.630-684), (Sergius) (ปี ค.ศ.765-835) เป็นต้น
     
    (Bogomils)
    ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 8 มีผู้เชื่อส่วนหนึ่งย้ายไปยัง (Constantinople) และในศตวรรษที่ 10 ก็มีผู้เชื่ออีกส่วนหนึ่งย้ายไปที่ (Bulgaria) ซึ่งอยู่ทางตะวันตก ได้นำคนมากมายกลับใจ มาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า และก่อตั้งคริสตจักรขึ้น บุคคลที่สำคัญก็มี (Basil) (ปี ค.ศ.1070-1119)  ได้ตรากตรำในการประกาศ และการสอนไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และประกาศว่าต้องทำงาน ด้วยมือของตัวเอง ไม่เอาอะไรจากชาวต่างชาติ ประทานชีวิตด้วยการเป็นแพทย์ สุดท้ายพลีชีพ
     
    (Albigenses)
    เป็นผู้เชื่อที่มาจากภาคใต้ของฝรั่งเศส ต่อต้านศาสนาโรมัน จึงได้ก่อตั้งการประชุม ขึ้นมาด้วยตัวเอง ประกาศถึงการดำเนินชีวิต และการประพฤติที่เรียบง่าย และอยู่ในธรรม ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ (Pierre de Brueys) ประกาศกิตติคุณไปทุกหนทุกแห่ง เป็นเวลา 20 ปี สอนให้ผู้คนออกจากความเชื่อที่งมงาย ให้กลับไปสู่หลักความจริง ในพระคัมภีร์ ฟื้นฟูหลักความจริงเกี่ยวกับ การเชื่อและรับบัพติศมา สุดท้ายพลีชีพในปี ค.ศ.1126
     
    (Waldenses)
    ย้อนกลับไปสู่สมัยของอัครทูตเปาโล จากอิตาลีย้ายไปยัง (Alpine) ได้ปฏิบัติตามเนื้อหาของคริสตจักร ในสมัยของอัครทูต เชื่ออย่างมั่นคงว่า พระคัมภีร์เป็นหลักความเชื่อ ที่ผู้เชื่อควรจะถือรักษา และเป็นบรรทัดฐาน ของลำดับในคริสตจักร บุคคลที่สำคัญได้แก่ (Peter Waldo) (ปี ค.ศ.1140-1217) ได้ฟื้นฟูการออกไปประกาศกิตติคุณ ทีละสองคนของผู้เชื่อ และได้แปลพระคัมภีร์ ได้ทำงานที่ (Bohemia) เป็นเวลาหลายปี ได้นำเข้าสู่การฟื้นฟู มีผู้ติดตามมากมาย และได้ส่งคนมากมายออกไป ประกาศกิตติคุณ ซึ่งกระจายไปสู่ที่ต่างๆ ไม่ว่าฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมัน, ออสเตรีย, สวิซเซอร์แลนด์ และ    (Bohemia)
     
    (Francis of Assisi) (ปี ค.ศ.1182-1226)
    เดิมเป็นลูกของเศรษฐี แต่ได้ขายทุกสิ่ง เพื่อช่วยเหลือคนยากจน มีภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ที่ยินดียากจน และฟื้นฟูภาคปฏิบัติที่ยินดียากจน ต่อมาได้ก่อตั้งองค์กรช่วยเหลือ ผู้ยากไร้และ ได้ประกาศกิตติคุณไปทุกหนทุกแห่
     
    (Thomas Aquinas) (ปี ค.ศ.1225:-1274)
    เป็นผู้ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้ง และกว้างขวาง ผลงานประพันธ์ มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นบุคคลสำคัญ ต่อกระแสของความคิดปรัชญาบัณฑิต ในระยะกลาง ได้เรียบเรียงหนังสือ "บทสรุปของศาสนศาตร์" ซึ่งมีอิทธิพล ต่อระบบของศาสนศาสตร์
     
    (John Wycliff) (ปี ค.ศ.1329-1384)
    เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ของคณะปฏิรูปLollards แห่งประเทศอังกฤษ ได้เขียนบทความ "อาณาจักรของพระเจ้า" ชี้ให้เห็นว่า "กิตติคุณของพระเยซูคริสต์ จึงจะเป็นศาสนาที่แท้จริง" และ "มีเพียงพระคัมภีร์ ที่เป็นหลักความจริง" ผู้ที่ดำเนินชีวิตสอดคล้อง กับพระคัมภีร์ก็เป็นผู้ที่มีฤทธิ์เดช และถือว่าผู้เชื่อสามารถ สามัคคีธรรมกับพระเจ้าโดยตรง ปฏิเสธอิทธิพลของนิโกลายตัน และยังได้แปลพระคัมภีร์ ภาษาอังกฤษ จัดตั้งคณะประกาศกิตติคุณ ทำให้คำสอนในพระคัมภีร์ สามารถแพร่หลายไปทั่วอังกฤษ
     
    (Jerome of Prague) (ประมาณปี ค.ศ.1371-1416)
    ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ได้รับผลสะท้อนจาก (John Wycliff) ต่อมาได้กลับไปที่ Prague ประกาศว่ามนุษย์ได้รับความรอด ก็โดยการต้อนรับกิตติคุณ ได้ตำหนิศาสนาโรมันว่า ได้ละทิ้งคำสอนของพระคริสต์ สุดท้ายพลีชีพ
     
    (John Huss) (ปี ค.ศ.1373-1415)
    ได้รับผลสะท้อนจาก(Jerome) ประกาศว่ามนุษย์ได้รับความรอด ก็เพราะพึ่งพระคุณ โดยความเชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ การปฏิบัติตามกฎบัญญัติ ถ้ามนุษย์ไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในธรรม ก็ไม่สามารถเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้ สุดท้ายพลีชีพ ก่อนถูกลงโทษได้ป่าวประกาศว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ถ้าผู้ใดแช่งด่าท่านเนื่องจากเรา ก็เป็นสุขแล้ว" คำพูดนี้ช่างล้ำค่ายิ่งนัก ผู้เชื่อทุกคนที่สู้รบเพื่อพระคริสต์ จะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต
     
    (Brethren of the Common Life)
    ก่อตั้งขึ้นมาจาก (Gerard Groote) ปี ค.ศ.1340 -1384 และ (Jan Van Ruysbroeck ปี ค.ศ.1293-1381 (Gerard Groote) เดิมเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ได้รับผลสะท้อนอย่างลึกซึ้ง จากลัทธิบำเพ็ญตบะและ ลัทธิแห่งความลี้ลับ ยอมละทิ้งทุกอย่างก่อตั้งศูนย์บำเพ็ญตบะ ที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกัน เริ่มต้นประกาศกิตติคุณ ไปทุกหนทุกแห่งอย่างห้าวหาญ ก่อตั้งโรงเรียนให้การศึกษา ฝ่ายวิญญาณแก่อนุชนที่ยากจน แต่มีปณิธาน และได้เสนอแนะการศึกษา ที่ยึดพระคัมภีร์เป็นพื้นฐานให้แก่สังคม ในสมัยนั้น (Thomas a Kempis) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ "เอาอย่างพระคริสต์" และ (Erasmus) ก็เคยรับการศึกษาจากท่าน และยังได้จัดพิมพ์พระคัมภีร์ และบทเพลง เป็นผู้ที่โดดเด่นมาก ในการอุทิศตัวเพื่อการปฏิรูป
     
    (Thomas a Kempis) (ปี ค.ศ.1380-1471)
    ถูกยอมรับว่าเป็นผู้เขียนหนังสือ "เอาอย่างพระคริสต์" ให้ความสำคัญต่อชีวิต แห่งการอธิษฐาน ถือว่าเป็นหนทางหนึ่งเดียว ที่ทำให้ชีวิตเติบโต และได้ผสมผสานการสามัคคีธรรม กับพระเจ้ากับการดำเนินชีวิตเข้าด้วยกัน ช่วยเหลือผู้เชื่อให้ตรวจสอบตัวเองว่า ได้รู้จักกับหนทางแห่งไม้กางเขน อย่างแท้จริงหรือไม่ หนังสือเล่มนี้มีชื่อเสียงมาก สำหรับลัทธิบำเพ็ญตบะ ของนิกายลับลึก
     
    (Erasmus) (ประมาณปี ค.ศ.1466-1536)
    จัดพิมพ์พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ภาษากรีกที่มีภาษาลาตินฉบับแปลใหม่ พร้อมกับการอธิบายคำศัพท์ ทำให้ผู้เชื่อต่างก็ได้อ่าน การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ รู้จักคำสอนของพระคริสต์ และของอัครทูตและได้เร่งเร้า กระแสของการปฏิรูป ต่อส่วนภายในของศาสนาโรมัน
     
    (The United Brethren)
    ได้วิเคราะห์หลักการ ของคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง พยายามกลับไปสู่สภาพของคริสตจักร ในระยะแรกโดยใจเดียว เน้นคำสอนของพระคริสต์ และอัครทูตกับหลักการ แห่งการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ที่พระคัมภีร์ได้ชี้แจงไว้ประกาศว่า "ผู้ที่เก็บมากก็ไม่มีเหลือ ผู้ที่เก็บน้อยก็ไม่ขาด" ได้เหลือผลงานประพันธ์ และบทเพลงที่อุดมสมบูรณ์ไว้ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การศึกษาหลักความจริง โดยเฉพาะการได้รับความรอดโดยความเชื่อ บุคคลที่สำคัญได้แก่ (Lukas of Prague) (ปี ค.ศ.? - 1528)
     
    ขบวนการปฏิรูป
    (Martin Luther) (ปี ค.ศ.1483-1546)
    ฟื้นฟูหลักความจริงเกี่ยวกับ การโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ ทำให้พระคัมภีร์เปิดออกต่อผู้คน ผลงานประพันธ์ในระยะแรก เต็มด้วยกลิ่นไอของคณะ  (Brethren of the Common Life) พยายามชี้แจงว่าความรอดนั้น ได้จากการที่มนุษย์ไปถึงเบื้องพระพักตร์ ของพระเจ้าโดยตรง อาศัยความเชื่อในพระคริสต์ และใจที่นอบน้อม ต่อพระคำของพระองค์ ยึดมั่นหลักความจริง ในพระคัมภีร์และได้แปล พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน
     
    (Ulrich Zwingli) (ปี ค.ศ.1484-1531)
    เป็นผู้นำแห่งการปฏิรูป ในสวิซเซอร์แลนด์ ได้อธิบายพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ทีละเล่มตามลำดับโดย ถือว่าพระคัมภีร์เป็นหลักเกณฑ์หนึ่งเดียว ที่ควรปฏิบัติตาม ได้เขียนบทความ 67 ตอน ซึ่งชี้แจงว่าการได้รับความรอดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ปฏิเสธความเชื่อที่งมงายของคาทอลิก แต่มองไม่เห็นหลักความจริง ของการรับบัพติศมา
     
    (Kaspar von Schwenckfeld) (ปี ค.ศ.1489-1561)
    เป็นบุคคลที่สำคัญของการปฏิรูป ใน (Silesia) โดยเชื่อว่าพระคัมภีร์มาจากการดลใจ ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชี้แจงว่าการได้รับความรอด เป็นขั้นตอนแห่งอินทรียภาพ ท่านมีคำพูดที่มีชื่อเสียง คือมนุษย์พระเจ้าผู้ตรึงตาย, เป็นขึ้นและได้รับสง่าราศี ก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ประกาศว่าผู้เชื่อ ต่างก็มีหน้าที่ของปุโรหิต และการทรงเรียกไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความประสงค์ของมนุษย์ แต่มาจากการเปิดเผยและการชี้แจง ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
     
    (Jacques Le Fevre) (ปี ค.ศ.1455-1536)
    เป็นบุคคลสำคัญของขบวนปฏิรูป ในประเทศฝรั่งเศสและสวิซเซอร์แลนด์ ในศตวรรษที่ 16 ได้แปลพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ และบทเพลงสรรเสริญ เป็นภาษาฝรั่งเศสและหนุนใจ ให้มีการอ่านค้นคว้าพระคัมภีร์ ท่านกล่าวว่า "มีเพียงพระเจ้าจึงสามารถ ทำให้มนุษย์ได้รับการโปรดให้ชอบธรรม อย่างนิรันดร์ในพระคุณ โดยความเชื่อของมนุษย์"
     
    (Guillavme Farel) (ปี ค.ศ.1489-1565)
    เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการปฏิรูป ในประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ประสบการณ์ความรอด ที่ได้จากการเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า และสิ่งที่การไถ่ของพระองค์ ได้กระทำสำเร็จ รู้ว่าการได้รับความรอด เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่เนื่องจากการประพฤติ ได้ทำงานอย่างตรากตรำ ในเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศส ของประเทศสวิซเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะในเขต (especially in Geneva) ต่อมาสามารถได้John Calvin
     
    (John Calvin) (ประมาณปี ค.ศ.1509-1564)
    ผลงานประพันธ์ที่มีชื่อเสียงคือหนังสือ "หลักการของศาสนาคริสต์" เป็นหนังสือที่พูดถึงพระคริสต์ หลักความเชื่อ และหลักการของการดำเนินชีวิต คริสเตียนได้ชัดเจนที่สุด และมีระบบที่ชัดเจนที่สุด ในท่ามกลางขบวนการปฏิรูป ท่านได้อธิบายและบรรยายถึง หลักความจริง เกี่ยวกับการโปรดให้ชอบธรรม โดยความเชื่อและการรับบัพติศมานั้น มาจากการยืนยัน แห่งคำสัญญาของพระเจ้า ให้ความสำคัญในหลักความจริง ที่เกี่ยวกับสง่าราศีของพระเจ้า การถูกเลือกสรรของผู้เชื่อ ความมั่นคงของความรอด และผู้เชื่อเพียรพยายามแสวงหา การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็เพื่อเป้าหมายของการถูกเรียก และได้เขียนคำอธิบาย ของพระคัมภีร์บางตอน เป็นผู้ที่มีผลงานประพันธ์ อุดมสมบูรณ์ที่สุดคนหนึ่ง ในท่ามกลางนักปฏิรูป เนื่องจากท่านได้พูดถึง การปกครองโดยผู้อาวุโส จึงได้ถูกคณะ  (Scottish veformers) ถือว่าเป็นผู้ริเริ่ม ของคณะเพลสไบทีเรียล
     
    คณะ (Angbaptists)
    เริ่มต้นจากพวกพี่น้อง (German) ในความเป็นจริงก็คือ คณะแบ๊บติส ป่าวประกาศหลักความจริง ของการโปรดให้ชอบธรรม โดยความเชื่อ มองเห็นว่าการให้เด็กทารก รับบัพติศมาเป็นสิ่งที่ผิด ได้ฟื้นฟูว่าที่มนุษย์จำต้องรู้จัก หลักความจริงของการโปรดให้ชอบธรรม โดยความเชื่ออย่างชัดเจนแล้ว จึงจะรับบัพติศมาได้ ฟื้นฟูการสามัคคีธรรม ในวิญญาณกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ยอมให้ถูกขัดขวาง โดยพิธีกรรมทางศาสนาและฝ่ายโลก มีบทเพลงหลายเพลง ที่เขียนขณะถูกจำอยู่ในคุก มีการหลั่งไหลออก ซึ่งประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และการรักองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มที่
     
    (Menno Simon) (ปี ค.ศ.1492-1559)
    เป็นอาจารย์คนสำคัญท่ามกลางผู้เชื่อ ในคณะแบ๊บติส ได้อ่านค้นคว้าพระคัมภีร์ ไปเยี่ยมเยียนผู้เชื่อที่ถูกข่มเหง ทุกหนทุกแห่งในฮอลล์แลนด์ และได้ก่อตั้งการประชุมขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคณะ  (Menno) ก่อนอื่นได้รู้จักว่า "ระดับชนชั้นเป็นสิ่งที่ผิด" และได้ฟื้นฟูการเรียก ซึ่งกันและกันว่าพี่น้อง ส่งคนไปประกาศกิตติคุณ ที่ประเทศรัสเซีย
     
    (William Tyndale) (ปี ค.ศ.1494-1536)
    แปลพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ แพร่หลายไปทุกหนทุกแห่ง สุดท้ายพลีชีพ
     
    (Puritans)
    ได้ฟื้นฟูขึ้นเพราะ ได้รับผลสะท้อนจาก (John calvin) เห็นว่าพระคัมภีร์ เป็นอิทธิพลขั้นพื้นฐาน ต่อต้านคำสอนของพวกนิโกลายตัน และการกราบไหว้รูปเคารพ ต้องการก่อตั้งคริสตจักร ที่สอดคล้องกับหลักความจริง ในพระคัมภีร์ ถูกข่มเหงจึงย้ายไปที่ฮอลล์แลนด์ ในปี 1616 ได้ก่อตั้ง The Congregational และในปี 1620 ลงเรือชื่อ (Mayflower) ไปยังทวีปอเมริกา และได้วางรากฐานที่นั่นจนถึงทุกวันนี้
     
    (George Fox) (ปี ค.ศ.1624-1691)
    เป็นผู้นำของ Quakers (Society of Friends) แสวงหาประสบการณ์ ฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง ฟื้นฟูการที่ผู้เชื่อสามารถ ได้รับการฉายส่อง จากองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง เชื่อในการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง รูปแบบของการประชุมนั้น ให้ความสำคัญกับการดำเนินการ อย่างอิสระของพระวิญญาณบริสุทธิ
     
    (Jonh Bunyan) (ปี ค.ศ.1628-1688)
    เป็นหนึ่งในผู้เชื่ออันบริสุทธิ์ มีของประทาน ในการเทศนาเป็นอย่างมาก ได้เขียน "การเดินทางฝ่ายสวรรค์" เป็นหนังสือที่ได้รับการต้อนรับ จากคริสเตียนมากที่สุด รองจากพระคัมภีร์ คำสนทนาในหนังสือเล่มนี้ ร้อยละแปดสิบเป็นการอ้างอิง พระคำหรือใช้ความหมาย ของพระคัมภีร์โดยตรง สุดท้ายพลีชีพ
     
    (J.Spener) (ปี ค.ศ.1635-1705)
    เป็นบุคคลสำคัญของคณะ (Pietists) ได้มองเห็นว่า คณะลูเธอร์ในขณะนั้น ได้ตกเข้าไปในรูปแบบ ของพิธีกรรมเต็มไปด้วย ทัศนะของมนุษย์ ประกาศว่าต้องกลับไปสู่ คำสอนของพระคัมภีร์ ฟื้นฟูคำสอนใน 1 โกรินโธบทที่ 14 เริ่มต้นสอนผู้คนให้หลุดพ้น จากพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา และติดตามการนำพา ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
     
    (Gottfried Arnold) (ปี ค.ศ.1666-1714)
    เป็นเพื่อนของ(J.Spener) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ ปัญหาของคริสตจักร เห็นว่าคริสตจักรในสมัยนั้น ได้เบี่ยงเบนไปจากหลักความจริง จำต้องกลับไปสู่ฐาน ที่อยู่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ประกาศว่าผู้เชื่อต้องแบ่งแยก ออกจากชาวโลก และมีการสามัคคีธรรม ซึ่งกันและกันมากขึ้น
     
    คณะลับลึก
    (Jean de La badie) (ปี ค.ศ.1610-1674)
    ตั้งใจอ่านค้นคว้าพันธสัญญาใหม่ โดยเห็นว่าการฟื้นฟูของคริสตจักร ก็ขึ้นอยู่กับฟื้นฟูลักษณะการดำเนินชีวิต คริสตจักรในระยะแรก คือมีการประชุมตามหลักการ ที่ได้กล่าวไว้ใน 1 โกรินโธบทที่ 14 และชี้ให้เห็นว่ากิตติคุณ เป็นการชี้นำหนึ่งเดียวของความเชื่อ และการอยู่ในธรรม ฤทธิ์เดชแห่งการดำเนินชีวิตนั้น มาจากชีวิตภายใน ที่มีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า สอนให้ผู้คนอธิษฐานใคร่ครวญ ชี้ให้เห็นว่ามีเพียงการชุมนุมของผู้เชื่อ ที่ได้รับความรอดและบังเกิดใหม่ที่แท้จริง จึงจะเป็นคริสตจักรอย่างแท้จริง ผู้เชื่อเข้าสนิทซึ่งกันและกัน โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนได้กลายเป็นพระกายเดียว และได้รับการนำพาจากพระวิญญาณ ของพระคริสต์ในท่ามกลางคริสตจักร
     
    (Miguel de Molinos) (ปี ค.ศ.1640-1697)
    ได้เขียนหนังสือ "การชี้นำของเส้นทางแห่งวิญญาณ" ซึ่งได้สอนผู้คนว่าจะต้องสละตัวเอง และร่วมตายกับ องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร เป็นผลงานประพันธ์ ที่มีผลสะท้อนอย่างมากในขณะนั้น
     
    (Madame Guyon) (ปี ค.ศ.1648-1717)
    ตลอดชีวิตประสบการณ์กับไม้กางเขน บริสุทธิ์หมดจดเนื่องจากผ่านการแกะสลัก และการตัดแต่งจากพระเจ้า ได้เขียนหนังสือ"วิธีวิงวอนที่ง่ายๆ" "มดยอบที่หอมหวน" ซึ่งมีการช่วยเหลืออย่างยิ่งยวด ต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณของวิสุทธิชน มีการรู้จักอย่างลึกซึ้งและครอบคลุม ในเรื่องที่จะเข้าสนิทกับ น้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างไร และจะเสียสละตัวเองอย่างไร
     
    (Father Fenelon) (ปี ค.ศ.1651-1715)
    ได้ร่วมงานกับ  (Madam Guyon) ยินดีทนทุกข์ เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอย่างมาก และได้ปลดปล่อยการเปิดเผย ฝ่ายวิญญาณมากมาย
     
    (Brother Lawrence) (ปี ค.ศ.1605-1691)
    ได้เขียนหนังสือ "อยู่ด้วยกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า" เน้นที่การประสบการณ์ การสถิตอยู่ของพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตและในการงาน ถือเป็นผลงานประพันธ์ที่ สุดยอดของคณะลับลึก
     
    (William Law) (ปี ค.ศ.1686-1761)
    ปรับปรุงคำสอนของคณะลับลึก ทำให้คำสอนเหล่านี้ สามารถปฏิบัติได้จริง เขียนหนังสือ "การร้องเรียกที่เร่งด่วน เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ที่อยู่ในธรรมและบริสุทธิ์" มีผลสะท้อนต่อ (John Wesley) และ  (George whitefield) เป็นอย่างมาก
     
    พวกพี่น้อง(Moravian)
    (Zinzendorf) (ปี ค.ศ.1700-1760)
    เดิมอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย บิดาเป็นเพื่อนกับ (J.Spener) ได้รับผลสะท้อนอย่างมาก จากคณะอยู่ในธรรม เขาได้มอบถวายทรัพย์สิน เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ต้อนรับผู้เชื่อจากทุกหนทุกแห่ง และยังได้ทำการงานเกี่ยวกับ การแนะนำฝ่ายวิญญาณ โดยเหตุนี้จึงได้ก่อกำเนิดพวกพี่น้อง (Moravian) เป็นผู้เริ่มสร้างบรรยากาศ ของการส่งคนออกไปแผ่ขยาย ต่างประเทศ ส่งคนออกไปมากกว่าคณะอื่นๆ และมีอัตราส่วนที่สูงกว่าคณะอื่นๆ
     
    (John Wesley) (ปี ค.ศ.1703-1791)
    ได้รับความรอดเนื่องจาก การช่วยเหลือของพวกพี่น้อง (Moravian) มองเห็นหลักความจริงเกี่ยวกับ การโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ และได้รับผลสะท้อนจาก (Madam Guyon)และ (William Law) ที่อยู่ในคณะลับลึกเป็นอย่างมาก ได้มีการฟื้นฟูหลักความจริงอันบริสุทธิ์ ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง มองเห็นว่ามนุษย์ ไม่เพียงแต่ได้รับการโปรดให้ชอบธรรม โดยความเชื่อเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังบริสุทธิ์ โดยความเชื่อด้วย ปี ค.ศ.1729 ได้ก่อตั้งการประชุมขึ้นที่ (Oxford) ได้วิเคราะห์ถึงปัญหา การได้รับความรอด และการดำเนินชีวิต ที่ถวายสง่าราศีให้กับพระเจ้า ต่อมาได้ก่อตั้งคณะ  (Wesley) หรือคณะ   (Methodist)
     
    (Charles Wesley) (ปี ค.ศ.1707-1771)
    ได้ทำงานตรากตรำด้วยกันกับ (John Wesley) ผู้เป็นพี่ชาย ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์ทางด้านบทเพลง ได้เขียนบทเพลงมากกว่า 6,000 เพลง ส่วนใหญ่พูดถึงคำสอน หลักในพระคัมภีร์ บรรยายถึงความหมายที่ลึกซึ้ง ของการนมัสการในวิญญาณ พรรณาถึงความรักที่อยู่ภายใน และการสรรเสริญของผู้เชื่อ ซึ่งมีคุณค่าทางฝ่ายวิญญาณ เป็นอย่างมาก
     
    (George whitefield) (ปี ค.ศ.1714-1770)
    เริ่มต้นประกาศกิตติคุณกลางแจ้ง กับสองพี่น้อง (Wesley) นำพาผู้คนมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ต่อมาเวลาส่วนใหญ่ ก็ทำงานที่ทวีปอเมริกา ท่านได้ฟื้นฟูกิตติคุณแห่งพระคุณ ประกาศว่า มนุษย์ต้อนรับสันติสุขของพระคริสต์ โดยความเชื่อ การดำเนินชีวิตที่ชื่นชมยินดี และมีการปรนนิบัติก็คือ ผลลัพธ์ของการได้รับความรอด ท่านกล่าวว่า "ขอให้นามชื่อทั้งปวงถูกขจัดออกไป มีเพียงพระนาม ของพระคริสต์ที่ถูกยกชู"
     
    พวกพี่น้องแห่งประเทศอังกฤษ
    (The British Brethren)
    ฟื้นฟูการร้องเรียกฝ่ายสวรรค์ และความเป็นหนึ่งของคริสตจักร มองเห็นว่า องค์กรของคณะนิกายเป็นสิ่งที่ผิด รู้ว่าพระกายของพระคริสต์ มีเพียงหนึ่งเดียว คริสตจักรไม่ควรก่อตั้งขึ้นจากทัศนะของมนุษย์ แต่ต้องนำพา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ในการอธิบายแบบเล็งต่างๆ ในพันธสัญญาเดิม และได้ชี้แจงคำพยากรณ์ ในพระคัมภีร์ที่มีต่อชาวยิว และต่อคริสตจักรได้อย่างชัดเจน มีผลงานประพันธ์ที่อุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งวันนี้ ศาสนศาสตร์ของพวกพี่น้อง แห่งประเทศอังกฤษ ก็เป็นศาสนศาสตร์ที่สูงที่สุด ในท่ามกลางศาสนาคริสต์
     
    (Anthony Norris Groves) (ปี ค.ศ.1795-1853)
    เริ่มต้นการประชุมของพวกพี่น้อง มองเห็นว่าการแต่งตั้งตำแหน่ง ของคณะนิกายเป็นสิ่งที่ผิด ได้ไปประกาศกิตติคุณ ที่ตะวันออกกลางและประเทศอินเดี
     
    (John Nelson Darby) (ปี ค.ศ.1800-1882)
    ได้เขียนหนังสือ "ธาตุแท้และความเป็นหนึ่ง แห่งคริสตจักรของพระคริสต์" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของ "คณะพี่น้อง" มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษากรีก และภาษาเฮ็บราย ได้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศสและอังกฤษ ได้เขียนหนังสือ "การอธิบายพระคัมภีร์พอสังเขป" เป็นหนังสือที่โดดเด่นที่สุด ในท่ามกลางหนังสือประเภทเดียวกัน และได้ไปประกาศกิตติคุณ เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกหนทุกแห่ง ตลอดชีวิตไม่แต่งงาน ท่านกล่าวว่า "พระคริสต์ทรงเป็นจุดมุ่งหมาย หนึ่งเดียวในชีวิตของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ก็คือพระคริสต์" และกล่าวว่า "มีอยู่สามเรื่อง ที่ข้าพเจ้าคร่ำครวญตลอดเวลา เรื่องที่หนึ่ง พระเจ้าเป็นบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นของประทาน ที่พระองค์ทรงประทาน ให้แก่บุตรที่รักของพระองค์ เรื่องที่สองพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมของข้าพเจ้า เรื่องที่สามพระคริสต์ ทรงเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของข้าพเจ้า และเป็นความชื่นชมยินดี ในโลกนิรันดร์ของข้าพเจ้า"
     
    (John Giffrod  Bellett) (ปี ค.ศ.1795-?)
    เป็นเพื่อนนักเรียนของดาร์บี้ ในขณะเรียนอยู่ที่วิทยาลัย Dublin เห็นว่าคำสอนของนิโกลายตัน เป็นสิ่งที่ผิด ฟื้นฟูการประชุมที่พี่น้อง มีการสามัคคีธรรมและ แสวงหาซึ่งกันและกัน
     
    (George Muller) (ปี ค.ศ.1805-1898)
    มีการเรียนรู้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการมีความเชื่อ ต่อการอธิษฐาน และต่อพระคำของพระเจ้า ก่อตั้งศูนย์ดูแลเด็กกำพร้า ได้ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ในเรื่องของเงินทอง ท่านได้ฟื้นฟูหลักความจริง เกี่ยวกับการใช้สอยคำสัญญาของพระเจ้า โดยการอธิษฐานและพยาน แห่งการดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ตลอดชีวิตที่อธิษฐานแล้ว ได้รับคำตอบมีมากกว่า10,000 เรื่อง
     
    (C.H.Mackintosh) (ปี ค.ศ.1820-1896)
    เขียนหนังสือ "คำอธิบายแห่งหนังสือ เบญจบรรณของโมเซ" เป็นหนังสือที่โดดเด่นมาก ในท่ามกลางหนังสือประเภทเดียวกัน ฟื้นฟูการรู้จักต่อแบบเล็ง
     
    (William Kelly) (ปี ค.ศ.1821-1906)
    คำสอนและภาคปฏิบัติของดาร์บี้ ได้รับการอธิบายและ ดำเนินการอย่างดีที่สุดโดย (William Kelly C.H.Spurgeon) ยกย่อง (William Kelly) ว่าเป็น "นักศาสนศาสตร์ที่โดดเด่นคนหนึ่ง ในท่ามกลางคณะพี่น้อง" และ "เป็นมนุษย์แห่งจักรวาล"
     
    (Robert Govett) (ปี ค.ศ.1813-1901)
    ได้มองเห็นปัญหา แห่งการได้รับบำเหน็จของคริสเตียน ได้ค้นพบว่าแม้มนุษย์ได้รับความรอด โดยความเชื่อ แต่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าแล้ว มนุษย์จะได้รับบำเหน็จตามการประพฤติ การได้รับความรอดเป็นเรื่องของชีวิต ส่วนการได้รับบำเหน็จ เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต ท่านได้ฟื้นฟูหลักความจริง ที่สำคัญสองด้าน คริสเตียนก็มีความเป็นไปได้ ที่จะถูกตัดออกจากอาณาจักรพันปี ดังนั้น ผู้เชื่อจำต้องสัตย์ซื่อและอุตสาหะ ก่อนภัยพิบัติใหญ่นั้น ไม่ใช่ผู้เชื่อทุกคนจะถูกรับขึ้นไป มีเพียงผู้เชื่อที่มีชัยชนะ และสัตย์ซื่อจึงจะมีส่วน ในการถูกรับขึ้นไป
     
    (G.H. Pember) (ปี ค.ศ.1703-1791)
    ได้เขียนหนังสือ "การทำนายที่ยิ่งใหญ่" "ยุคสมัยแรกสุดของแผ่นดิน" และ "สองบาบิโลน" ซึ่งต่างก็เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียง ในการอธิบายพระคัมภีร์
     
    (David Morrison Penton)  (ปี ค.ศ.1870-1955)
    จัดทำ "วารสารรุ่งอรุณ" มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก สำหรับการค้นคว้าแบบเล็ง และคำทำนาย
     
    (Anderw Miller) (ปี ค.ศ.1810-1883)
    ได้เขียนหนังสือ "ประวัติศาสตร์ของคริสตจักร" เป็นหนังสือที่สอดคล้อง กับพระคัมภีร์มากที่สุด ในท่ามกลางหนังสือประเภทเดียวกั
     
    (George Cutting)
    ได้เขียนหนังสือ "ความชื่นชมยินดีของการรู้ว่า ได้รับความรอด" บอกกับผู้คนว่า การได้รับความรอดเป็นสิ่งที่เรารู้ได้ ฟื้นฟูความมั่นใจ ในการได้รับความรอด และได้ฟื้นฟูหลักความจริง เกี่ยวกับกิตติคุณในทุกๆ ด้าน
     
    ขบวนการกิตติคุณ/ ขบวนการเพนเทคอส
    ขบวนการกิตติคุณ
    (William Carey) (ปี ค.ศ.1761-1834)
    ได้รับผลสะท้อนจาก (William Law) ของคณะลับลึกและเห็นว่า มนุษย์มีหน้าที่และมีกำลัง ที่จะต้อนรับกิตติคุณ ได้เขียนหนังสือ "Enguiry" ซึ่งพูดเกี่ยวกับภาระกิจ ที่คริสเตียนต้องประกาศกิตติคุณ ให้กับคนต่างศาสนาโดยเฉพาะ ก่อตั้ง "องค์กรประกาศกิตติคุณ ให้กับคนต่างศาสนา" ประกาศกิตติคุณที่ประเทศอินเดียถึง 40 ปี ได้แปลพระคัมภีร์ เป็นภาษาต่างๆ ของประเทศอินเดีย นำมาซึ่งบรรยากาศฝ่ายวิญญาณ แห่งกิตติคุณของประเทศอินเดีย และประเทศอังกฤษ
     
    (David Livingstone) (ปี ค.ศ.1813-1873)
    ตลอดชีวิตมอบถวายให้กับการงาน แห่งกิตติคุณในทวีปอาฟริกา
     
    (Charles Finney) (ปี ค.ศ.1792-1875)
    เป็นภาชนะที่นำมาซึ่งการฟื้นฟูใหญ่ ของประเทศอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ได้มองเห็นว่าการฟื้นฟู ก็คือคริสเตียน ได้ฟื้นฟูความรักดั้งเดิม คนบาปกลับใจเนื่องจาก สำนึกในสภาพการณ์ที่ผ่านมา ปลุกเล้าและปรับปรุงคริสตจักร ที่ท้อถอยให้สนใจเรื่องราว ที่เป็นของพระเจ้า ประกาศว่าวิธีที่พระเจ้าสยบคนบาป ก็คือการสำแดงที่เปลี่ยนใหม่ แห่งฉายาของพระคริสต์ ที่อยู่บนตัวผู้เชื่อของพระองค์ และพยานที่สง่าราศีในการดำเนินชีวิต
     
    (Hudson Taylor) (ปี ค.ศ.1832-1905)
    ได้เขียนหนังสือ "การเข้าสนิทและการสามัคคีธรรม" มีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งต่อพระคริสต์ ฟื้นฟูหลักความจริงเกี่ยวกับ การเข้าสนิทและสามัคคีธรรม กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก่อตั้งองค์กร China Inland Mission ได้อุทิศตัวอย่างมากมาย เพื่อการงานแห่งกิตติคุณในประเทศจีน
     
    (C.H. Spurgeon) (ปี ค.ศ.1934-1892)
    เป็นศิษยาภิบาลในคณะแบ๊บติส แห่งประเทศอังกฤษ ได้รับผลสะท้อนอย่างมาก จากผลงานประพันธ์ ของกลุ่มผู้เชื่อบริสุทธิ์ ประกาศว่าต้องก่อตั้งคริสตจักร ที่มีภาคปฏิบัติ ตามหลักการในพันธสัญญาใหม่ มีของประทาน ในการเทศนาเป็นอย่างมาก ภรรยาของท่านได้นำหนังสือของท่าน แจกให้แก่นักประกาศที่ยากจน ทุกหนทุกแห่ง ทำให้เขาทั้งหลาย ได้รับการหล่อเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ เป็นอย่างมาก
     
    (D.L.Moody) (ปี ค.ศ.1837-1899)
    นักประกาศกิตติคุณผู้ยิ่งใหญ่ ในแต่ละวันต้องประกาศกิตติคุณ อย่างน้อยหนึ่งคน ได้ไปตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอังกฤษ และประเทศอเมริกา ให้ความสำคัญต่อการ อธิษฐานเป็นพิเศษ แสวงหาการเป็นบุคคลที่นอบน้อม ต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ตลอดชีวิตได้เดินทางมากกว่าล้านไมล์ และประกาศกิตติคุณให้แก่ผู้คน เกินกว่า 10 ล้านคน และได้อธิษฐานเผื่อคนบาปด้วยตัวเอง 750,000 คน
     
    (A.B. Simpson) (ปี ค.ศ.1843-1919)
    ให้ความสำคัญกับการกลับไปสู่ประสบการณ์ ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ในยุคสมัยของอัครทูต ประสบการณ์การคืนดีกับพระเจ้า โดยพระเยซู ได้รับการเติมเต็มจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยการมอบถวายอย่างสิ้นเชิง และประสบการณ์การดำเนินชีวิต ที่พึ่งพิงองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสิ้นเชิง ค้นพบหลักความจริงเกี่ยวกับ การรักษาโรคของพระเจ้า และมีประสบการณ์ของการได้รับการรักษา แต่สิ่งที่เน้นนั้นไม่ใช่การได้รับการรักษา แต่เป็นเรื่องที่ว่าด้วยชีวิตแห่งการเป็นขึ้น จะชนะต่อความอ่อนแอ ของเนื้อหนังได้อย่างไร และจะประกาศชัยชนะต่อความเจ็บป่วยโดยรู้ว่า พระคริสต์เป็นผู้ทรงฤทธิ์ และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดอย่างไร
     
    ขบวนการเพนเทคอส
    ในปี ค.ศ.1909 ที่ถนน (Azusa) ในลอสแองเจิลลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้เชื่อชาวผิวดำได้ประสบการณ์ กับการชโลมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงได้ฟื้นฟูประสบการณ์ แห่งวันเพนเทคอส ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ของขบวนการเพนเทคอสในสมัยนั้น
     
    คณะชีวิตทางภายใน/ การฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้าในปัจจุบัน
    คณะชีวิตทางภายใน
    (Robert Pearsall Smith) (ปี ค.ศ.1827-?)
    ฟื้นฟูหลักความจริงของการบริสุทธิ์ โดยการมอบถวาย ได้มองเห็นว่าการบริสุทธิ์นั้น ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความเชื่อเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังขึ้นอยู่กับ การมอบถวายด้วย โดยเฉพาะได้ป่าวประกาศต่อผู้คนว่า มนุษย์มีความบริสุทธิ์ ไม่เพียงโดยความเชื่อเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังบริสุทธิ์โดยการมอบถวาย และโดยการเชื่อวางใจด้วย
     
    (Mrs. Hannah Smith) (ปี ค.ศ.1832-?)
    ได้เขียนหนังสือ "เคล็ดลับแห่งการชื่นชมยินดีของผู้เชื่อ"
     
    (Andrew Murray) (ปี ค.ศ.1828-1917)
    ได้เขียนหนังสือ เช่น "อาศัยอยู่ในพระคริสต์" "พระวิญญาณของพระคริสต์" และ "ที่บริสุทธิ์สุด" เป็นต้น โดยหลักแล้ว จะพูดถึงการงานแห่งการอธิษฐาน ความจริงของความบริสุทธิ์ และความต้องการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ฟื้นฟูการรู้จักและประสบการณ์ ที่มีต่อการที่พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณ ท่านและ(Even Hopkins) ได้สานต่อหลักความจริงเกี่ยวกับ การเสียสละตัวเองที่ (Madam Guyon) ได้ประกาศ และได้เริ่มจัดประชุมใหญ่ขึ้นทุกปี ในประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ของการประชุมใหญ่ (Keswick Convention)
     
    (Jessic Penn - Lewis) (ปี ค.ศ.1861-1927)
    ได้อ่านผลงานประพันธ์ของ(Madam Guyon) ในขณะที่นอนป่วยอยู่ ถูกฟื้นฟูขึ้นให้ประกาศหลักความจริง ของไม้กางเขน ป่าวประกาศว่าไม้กางเขน ก็คือศูนย์กลางแห่งการงานของพระเจ้า และเป็นรากฐานของเรื่องราว ฝ่ายวิญญาณทุกอย่าง ได้มองเห็นว่าไม้กางเขน ได้ขจัดมนุษย์เก่าอย่างไร ฟื้นฟูหลักความจริง เกี่ยวกับการสู้รบฝ่ายวิญญาณ รู้ว่าการได้รับอาณาจักรนั้น ขึ้นอยู่กับการครอบครองแผ่นดินเพื่อพระเจ้า โดยการสู้รบฝ่ายวิญญาณ ได้ร่วมเขียนหนังสือ "การสู้รบฝ่ายวิญญาณของวิสุทธิชน" ด้วยกันกับ(Eeven Roberts)
     
    (Even Roberts) (ปี ค.ศ.1878-1951)
    ฟื้นฟูหลักความจริงเกี่ยวกับอาณาจักร นำเข้าสู่การฟื้นฟูใหญ่ของ (Welsh) บอกกับผู้คนว่า การงานแห่งการฟื้นฟู ของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ถูกนำเข้ามาโดยบุคคลที่ถูกสยบ และเริ่มต้นรู้จักกับการงานของวิญญาณชั่ว
     
    (T.Austin-Spayrs) (ปี ค.ศ.1888-1971)
    จัดทำ "วารสารแห่งชัยชนะ" มองเห็นหลักความจริงของการเป็นขึ้น ก็คือชีวิตเข้าสู่ความตาย ผ่านการตายและออกมาจากความตาย เป็นสิ่งที่ความตายไม่อาจจะกลืนกินได้ มองเห็นหลักความจริงเกี่ยวกับ การดำเนินชีวิตคริสตจักร และพระกายของพระคริสต์เป็นต้น
     
    (M.E.Barber) (ปี ค.ศ.1866-1929)
    เดิมเป็นมิชชั่นเนอรีในคณะAnglican แห่งประเทศอังกฤษ ที่ไปประกาศกิตติคุณที่จีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาได้ออกจากคณะนิกาย และนอบน้อมการทรงเรียก ขององค์พระผู้เป็นเจ้า กลายเป็นเมล็ดข้าวสาลีพันธุ์ดี ที่หว่านลงในประเทศจีน ได้เปลี่ยนธาตุแท้แห่งกิตติคุณ ในระยะแรกของประเทศจีน เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการแสวงหา ประสบการณ์ของชีวิตฝ่ายวิญญาณ มีความชำนาญในผลงานประพันธ์ ของคณะพี่น้องและคณะชีวิต ที่อยู่ภายในเป็นอย่างมาก มีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณที่ลึกซึ้ง เป็นอาจารย์ฝ่ายวิญญาณ ที่ช่วยเหลือพี่น้องวอท์ชแมน นี มากที่สุด ก่อนจากโลกนี้ไป ไม่มีสมบัติอะไรติดตัว มีเพียงพระคัมภีร์เล่มเดียว ที่มอบให้กับพี่น้องวอท์ชแมน นี
     
    การฟื้นฟูในปัจจุบันขององค์พระผู้เป็นเจ้า
    วอท์ชแมน นี (Watchman Nee) (ปี ค.ศ.1903-1972)
    ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าฟื้นฟูขึ้นมาที่ประเทศจีน ในช่วงต้นของศตวรรษที่19 อธิบายออกซึ่งการงานแห่งการฟื้นฟู ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในยุคสมัยนี้ สืบทอดความยอดเยี่ยมแห่งการฟื้นฟู ในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ได้อธิบายหลักความจริงของการได้รับความรอด หลักความจริงเกี่ยวกับคริสตจักร พระคริสต์เป็นชีวิต พระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นการเปิดเผย ที่เป็นศูนย์กลางของพระคัมภีร์อย่างครบถ้วน และนำพาให้วิสุทธิชน มีภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ได้ฟื้นฟูคริสตจักรขึ้นมาในประเทศจีน 400 กว่าแห่ง ต่อมาได้ถูกจำคุก เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สุดท้ายพลีชีพ การปฏิบัติที่อุดมสมบูรณ์ของท่าน ได้แพร่หลายไปทั่วโลก ด้วยการงานด้านบรรณกิจ โดยมีผลสะท้อนอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วประเทศจีน และต่างประเทศ
     
    วิทเนส ลี(Witness Lee) (1905-1997)
    เป็นผู้ร่วมงานของวอท์ชแมน นี สานต่อการปฏิบัติที่วอท์ชแมน นี ได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง ได้ปลดปล่อยการเปิดเผยที่สูงส่ง เกี่ยวกับแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า ที่อยู่ในพระคัมภีร์ ได้ชี้แจงว่าเป้าหมายที่สูงสุด แห่งแผนการบริหารของพระเจ้า ก็คือพระเจ้ากลายเป็นมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์กลายเป็นพระเจ้า ในด้านชีวิตและนิสัย ก่อรูปเป็นพระกายของพระคริสต์ และสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งก็คือการผสมรวมกันแห่งจักรวาล ของการเข้าสนิทผสมผสานระหว่าง สภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์ และได้นำการฟื้นฟูในปัจจุบัน ขององค์พระผู้เป็นเจ้าบรรลุถึงจุดสูงสุด ของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ก่อตั้งคริสตจักรขึ้นมาทั้ง 6 ทวีปของโลก มีจำนวน 2,000 กว่าแห่ง ซึ่งเป็นการบรรลุถึง จุดสูงสุดแห่งการแผ่ขยาย


    More


    Copyright (c) 2009 by WWW.TERMSOOK.COM